
ทวงสวาท ทายาทเมียเก็บ
ตอน 3
วันต่อมา อากาศสดชื่นยามเช้า... ท้องฟ้าสดใสปรอดโปร่ง ให้ความรู้สึกสบายอกสบายใจ รวิสราตื่นนอนในตอนเช้าตรู่ แม้ว่าวันนี้จะเป็นวันหยุดงานก็ตามที หน้าที่ภาระในแต่ละวันที่แทบจะเดิมๆ เช้านี้เธอมีความกระปรี้กระเปร่าก่อนพาเด็กชายตัวน้อยลงมาชั้นล่างของเพ้นต์เฮ้าส์
หญิงสาวมองออกไปด้านนอก สนามหญ้าสีเขียวขจีสลับกับดอกไม้เมืองหนาวนานาพันธุ์ ใจหนึ่งก็อยากพาทิกเกอร์ออกไปนั่งเล่นที่สนามหญ้า ทันใดนั้นขณะคิดอะไรเพลินๆ เสียงกริ่งหน้าประตูก็ส่งเสียงดังขึ้น เจ้าหล่อนลุกไปเปิดประตู
“คุณอีกแล้วเหรอ?” เธอครางอย่างหงุดหงิดทันทีที่รู้ว่าผู้มาเยือนคือใคร ปกติจะมีป้าบุศยาอยู่ด้วย แต่สองสามวันมานี้ป้าบุศยามีธุระต้องกลับเมืองไทย เธอจึงอยู่คนเดียว
“ให้ผมเข้าไปข้างใน” เขาเอ่ยน้ำเสียงเข้มขึงเจือแววบงการ จนหญิงสาวมิวายตวัดสายตาตำหนิ เขามีสิทธิ์อะไร ยิ่งใหญ่มาจากไหนถึงได้กล้าออกคำสั่งกับเธอแบบนี้ ทั้งที่เพิ่งเจอกันเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น
“เสียใจค่ะ ที่นี่ไม่ต้อนรับคุณ” เธอบอกปัดด้วยสีหน้าหงุดหงิด น้ำเสียงห้วนสั้นกระชับ
“...” ไม่ทันที่จะมีคำตอบอะไรออกมาเลยสักนิดเดียว ร่างสูงโปร่งก็เดินผ่านร่างบางเข้ามาข้างในอย่างหน้าตาเฉย รวิสราถอนหายใจ กลอกตาขึ้นฟ้าแบบเอือมสุดฤทธิ์ กี่ครั้งแล้วที่ผู้ชายคนนี้คุกคามเธอแบบบ้าๆ เธอเบื่อจนไม่รู้จะจัดการกับเขาอย่างไรดี
“นี่คุณ! ฉันยังไม่อนุญาตให้คุณเข้ามาเลยนะ คุณนี่ดื้อที่สุดเลย เลิกยุ่งกับฉันได้แล้วนะ” เจ้าบ้านตวาดเสียงไล่หลังเขา
‘คนหน้าด้าน เจ้าของบ้านไม่ต้อนรับยังจะบุกรุกเข้ามาอีก จะแจ้งตำรวจมาลากตัวไปเลยดีไหม’ หากชายหนุ่มกลับไม่ได้ใส่ใจมากไปกว่าเดินหน้าก่อกวนและเข้าคุกคามอ้างสิทธิ์ในสิ่งที่เขาต้องการ
“ฉันจะเลิกยุ่ง... ถ้าเธอยอมส่งเด็กมาให้ฉันแต่โดยดี ฉันมีสิทธิ์ปกครองแกโดยชอบธรรม” คนมาดนิ่งเอ่ยเรียบ ดวงตาเขามั่นคงแน่วนิ่งจนอีกฝ่ายรู้สึกเกรงในพลังอำนาจในแววตาที่เธอก็ไม่รู้ว่ามันมีพลังอะไรกันแน่
“ไม่ค่ะ ไม่มีทาง ฉันเลี้ยงแกและรักแก ฉะนั้นฉันเท่านั้นที่เป็นผู้ปกครองโดยชอบธรรมของทิกเกอร์เท่านั้นค่ะ” เธอเชิดหน้าเถียงท่าทีจริงจังและไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เสียอีกด้วย
“ผู้หญิงอย่างเธอ เป็นแม่ที่ดีได้เรอะ?” คนเป็นเจ้าชายว่าอย่างนึกหยัน ประวัติแม่นี่เขารู้ดีตลอด แม้ในคราวแรกเขาจะไม่เชื่อนักว่าเธอจะเป็นคนเดียวกันตามประวัติส่วนตัวที่ได้รับแฟ้มขนาดใหญ่ แต่หลังจากไม่นานที่ได้ใกล้ชิด สัมผัสตัวตนของเธอจึงได้รู้ว่าไม่ธรรมดาเลย แต่มันต้องมีอะไรมากกว่านั้นบางอย่างที่ทำให้เธอยอมตกเป็นเครื่องมือของพวกขบวนการล้มล้างราชบัลลังก์ มีผู้หญิงดีๆ ที่ไหนจะยอมอุ้มท้องลูกที่ไม่ได้เกิดจากความรัก และคนที่ตัวเองรักเพื่อผลประโยชน์ น้ำหน้าอย่างหล่อน ก็คงเห็นอะไรไม่ดีไปกว่าเงินแน่แท้ที่เดียว
“นี่คุณ หยุดพูดจาสบประมาทฉันสักที คุณไม่มีสิทธิ์นะแล้วก็ไสหัวออกไปจากเพ้นท์เฮ้าส์ของฉันเดี๋ยวนี้!” หญิงสาวตวาดลั่น และมันก็ดังพอที่จะกระชากความคิดในภวังค์ของอีกฝ่ายให้หลุดออกมาสู่โลกความเป็นจริงสักที
ชายหนุ่มจ้องเธอเขม็ง ในใจคิดว่าเธอช่างกล้าทำกับเขา ในแบบที่ไม่มีผู้หญิงคนไหนกล้าขนาดนี้ แต่ก็ใช่ว่าเขาจะถือสาเจ้าหล่อนหรอกนะ เพราะที่เธอทำลงไปแบบนั้นน่ะ เพราะเจ้าหล่อนไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วเขาเป็นใคร มาจากไหน และมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อแผ่นดินเอล มอร์เรเวียมากเพียงใด สักวัน... เขาจะประกาศให้เจ้าหล่อนรู้ เพราะเขาอยากรู้เหมือนกันว่าเธอจะทำหน้าอย่างไรเมื่อรู้ความจริง จะดีใจ ตกใจหรือช็อคเป็นลมในอ้อมกอดเขากันแน่
“คงไม่ได้หรอกครับมิส นายท่านซื้อเพ้นต์เฮ้าส์แห่งนี้เอาไว้แล้วเป็นที่เรียบร้อย... คุณคือผู้เช่าของเราโดยอัติโนมัติแล้วครับ” เยล ยูราย ทนายความหนุ่มคนสนิทและได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและสิทธิพึงกระทำได้ของพริบีนารายงานอย่างหน้าตาเฉย รวิสรามองจ้องนิ่งแน่ว พร้อมกวาดสายตาไปมองอาคันตุกะไม่รับเชิญทุกคน ต่างตีสีหน้าเรียบนิ่งมีความสะใจในแววตาอย่างไรชอบกล หญิงสาวกำมือแน่น ริมฝีปากสีชมพูชุ่มฉ่ำเม้มแน่นแทบเป็นเส้นตรง สมองคิดสารพัดวิธีการตอบโต้
‘เป็นไปไม่ได้ ที่นี่เป็นของแม่ จู่ๆ คนพวกนี้จะมากว้านซื้อได้ยังไง พวกเขามีอิทธิพลหรือ... พวกเขาเป็นใครมาจากไหนกันแน่?’ รวิสราสูดหายใจลึกๆ เพื่อตั้งสติอีกครั้ง
“ได้ยินใช่ไหม... เพ้นท์เฮ้าส์นี้ เป็นของฉันแล้ว” คนเย็นชาหน้านิ่งทวนซ้ำ ย้ำความเป็นเจ้าของอย่างน่ารังเกียจ
“อะไรนะ?” คนอารมณ์ร้อนหูอื้อตาลาย สมองมึนกับสิ่งที่เพิ่งได้ยิน มันเกิดเรื่องบ้าอะไรกับเธอกันแน่ ผู้ชายคนนี้เนี่ยนะจะซื้อเพ้นท์เฮ้าส์หลังนี้ จะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อที่นี่เป็นของมารดาเธอ
“เธอได้ยินชัดแล้ว... มิสกอบกรกุล” เขาหันมายิ้มเยาะ
“ไม่จริง ที่นี่มันเป็นของฉันนะ” เธอเริ่มโวย ‘ของแม่ฉัน’
“คุณมีหลักฐานไหมละครับ สัญญาหรืออะไรก็ได้ที่แสดงว่าคุณเป็นเจ้าของ” คนเป็นทนายเรียกหาเอกสารสำคัญ เจ้าหล่อนก็ทำหน้าไม่ใคร่พอใจนัก
“พวกคุณใช้อิทธิพลงั้นหรือคะ?” รวิสราตัดพ้อออกไปอย่างไม่หวั่นเกรง
“อา... เอาะ ๆ “ เสียงเด็กชายทิกเกอร์หัวเราะคิก ดึงดูดความสนใจทำให้เจ้าชายเดินเข้าไปหาแล้วอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นมา และดูเหมือนว่าเด็กชายตัวน้อยจะชอบอกชอบใจเสียด้วย เสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากดังลั่นขึ้นกว่าเดิมเสียอีก
รวิสราเห็นดังนั้น ปรี่เข้ามาหมายจะคว้าตัวเด็กกลับไปหาอ้อมอกเธอ แต่เจ้าชายเจ้าเล่ห์ก็เบี่ยงตัวหลบทันควัน เกิดศึกชิงตัวเด็กตัวน้อยเริ่มเกิดขึ้นเบาๆ จนรวิสราเริ่มหัวเสียและหงุดหงิด
‘ส่งทิกเกอร์มาเดี๋ยวนี้นะ!’ เธอคิดอย่างหงุดหงิด ก่อนที่เธอจะต่อว่าเขามากมาย ชนิดที่เจ้าชายไม่เคยถูกกระทำแบบนี้ พอเจอของแปลกแบบนี้ พริบีนาก็ยิ่งนึกสนุกอยากกลั่นแกล้งจนเลือดในกายชายสูบฉีดพลุ่งพล่านอย่างประหลาด
“ส่งแกมาให้ฉันนะ” เธอขู่อย่างหวงๆ เพราะจู่ๆ ก็หงุดหงิดอย่างมากเมื่อยิ่งเห็นว่าเด็กชายตัวเล็กนั่นให้ความสนิทสนมกับผู้ชายที่เธอไม่ถูกชะตาด้วย มันน่าแค้นนัก ไม่น่าให้ผู้ชายคนนี้เข้าถึงตัวเจ้าตัวเล็กเลย
“ขอฉันอุ้มลูกชายสักนาทีสองนาทีจะเป็นไรไป ดูแกก็ชอบฉันไม่เบาเลยนะ” เขาพูดจงใจแกล้งยั่ว อีกใจก็ชักชอบใจไม่เบาที่เด็กน้อยดูท่าทางจะชอบเขาเสียด้วย
“อยากอยู่กับแด็ดใช่ไหมทิกเกอร์?” คนเย็นชาเอ่ยถาม รอยยิ้มอ่อนจางประดับบนใบหน้าเขา ดวงตามากเสน่ห์คู่นั้นช่างอันตรายอย่างร้ายกาจ รวิสราหัวใจเต้นแรง เลือดในกายสาวสูบฉีดอยู่ท่วมท้นเพียงเพราะความงมงามเลิศล้ำของเขา...
‘เขาดูดีเกินไป... หล่อเกินมนุษย์คนไหนที่เคยพบเจอ แต่เสียอย่าง... นิสัย!’ หญิงสาวคิด
“แต่แกไม่ชินกับคุณเท่าไรหรอกนะคะ” เธออ้างอย่างนึกหวงทันทีที่ได้สติ ความที่เธอไม่ไว้ใจเขาแม้แต่น้อย ด้วยจุดประสงค์ที่เขามาที่นี่ ก็เพื่อแย่งชิงทิกเกอร์ไปจากเธอ แต่นั่นมันขัดสายตามากเลย ก็เห็นอยู่ว่าเด็กน้อยชอบเวลาอยู่กับเขา ดูอารมณ์ดีเชียวล่ะ
“ก็ยิ่งต้องอุ้มนานๆ สร้างความคุ้นเคยกับแก ว่าไหม...?” คนเป็นเจ้าชายจงใจแกล้งยั่วเธอให้หงุดหงิด ศึกชิงตัวเด็กได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้วสินะ พริบีนายิ้มอ่อน แต่ทำไมในสายตาของหญิงสาว กลับเกลียดรอยยิ้มเป็นเชิงเยาะเย้ยนั้นของเขานักนะ!
‘ยิ้มอยู่ได้... จงใจเย้ยกันชัดๆ เลย’ รวิสราขอดเขาในใจอย่างนึกหมั่นไส้
“นี่คุณ! หยุดกวนประสาทฉันได้แล้ว ส่งมาให้ฉันค่ะ” หญิงสาวตวาดกลับน้ำเสียงเข้มขึง ดวงตากลมตวัดใส่เขาอย่างไม่พอใจ พริบีนาได้แต่ยิ้มอย่างสะใจ เพราะดูเหมือนทิกเกอร์จะชอบเขาไม่น้อย แล้วแม่ผู้หญิงแพศยานั่นก็ท่าทางจะหวงน่าดู สงสัยกลัวจะถูกแย่งความรักน่ะสิ ดีล่ะ... เขาจะพิสูจน์ให้เจ้าหล่อนประจักษ์ว่า ยังไงคนเป็นพ่ออย่างเขาก็มีภาษีกว่าอย่างแน่นอน
‘เราจะได้เห็นดีกัน... คนสวย’ พริบีนานึกสนุกในใจ เกมกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
“ไหนๆ ผมมาวันนี้ ก็ตั้งใจมาช่วยคุณเลี้ยงแกอยู่แล้ว ผมจะอุ้มแกทั้งวันเลย” เขาพูดอวดตัวอย่างไม่เกรงใจใครเลย หญิงสาวทำคิ้วย่น ถลึงตาใส่เขาอย่างไม่พอใจ ก็เด็กที่เขาว่าจะเลี้ยงน่ะ คือน้องชายของเธอนะ แม้ว่าใครต่อใครจะเข้าใจว่าทิกเกอร์เป็นลูกเธอก็เถอะ
“ว่าไงนะคะ?”
“เธอได้ยิน...”
“คุณจะมาช่วยเลี้ยง?” หญิงสาวทวนถามอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่เพิ่งได้ยิน
“เธอเข้าใจถูกแล้ว...” ชายหนุ่มยืนยันน้ำเสียงเขาฟังดูมั่นคง ทรงเสน่ห์อย่างประหลาด
“ไปกันใหญ่แล้ว”
“ไม่ไปไหนทั้งนั้น” เขาโต้
“เมื่อไหร่คุณจะเลิกยุ่งกับพวกเราสักที?” เธอแหวใส่คนเป็นเจ้าชายอย่างหงุดหงิดหัวเสีย
“คุณมีวิธีดีๆ ทำให้ผมอยากล้มเลิกได้ไหมล่ะ?” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นถามอย่างท้าทาย หากเธอมีสมองคิดวิธีการมากกว่านี้ เขาก็ยินดีอย่างยิ่งเลย ว่าแต่... เธอมีวิธีไหมล่ะ คนเป็นเจ้าชายคิดในใจ
“โอเคค่ะ ถ้าภายในหนึ่งสัปดาห์ คุณทำให้แกชินและชอบคุณละก็ ฉันอนุญาตให้คุณช่วยเลี้ยง แต่ถ้าทำไม่ได้ คุณต้องไปจากชีวิตเราทันที”
“แล้วถ้าผมทำได้มากกว่าล่ะ” เขากำลังมีแผน และการต่อรองอย่างเปี่ยมเล่ห์กลกำลังเริ่มขึ้น
“ยังไงกันคะ?” หญิงสาวถามดวงตาใสซื่อจนอีกฝ่ายมองว่า ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีที่เขาจะได้ใช้ความเจ้าเล่ห์เจ้ากล ล่อลวงให้เธอตกหลุมพรางน่ะสิ
“อ้าว! ก็ถ้าต่อไปแกติดผมมากกว่าคุณ” คนเป็นเจ้าชายเริ่มอธิบาย สีหน้าเรียบขรึม จริงจังน่าเชื่อถือ หญิงสาวตั้งใจฟังเขาด้วยใจจดจ่อ
“ก็เอาไปสิคะ” รวิสราเองก็ปากไว ตอบออกไปแบบนั้นโดยไม่ทันยั้งคิด มารู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองน่าจะทบทวนเสียก่อน เพราะลืมนึกไปว่า เลือดในตัวทิกเกอร์ตั้งครึ่ง เป็นเลือดของเขา คนเป็นพ่อลูกกัน อย่างน้อยสายสัมพันธ์ทางสายเลือดมันย่อมเข้มข้นสิน่ะ
‘เธอพลาดแล้ว ยัยสาเอ๊ย!’ รวิสราตำหนิตัวเองทันควัน นึกอยากจะเขกหัวตัวเองนัก
“คุณพูดเองนะ” พริบีนาย้ำอีกครั้ง ดวงตาเขาดูหนักแน่นมั่งคง เป้าหมายต้องการเอาชนะหญิงสาวผู้ถือดี
“ไม่นะ! ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น” สายไปแล้วที่จะเถียง รวิสราจอมโง่เขลา...
“คุณพูดออกไปแล้ว เกิดเป็นคนต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองพูดออกมาสิครับคุณ”
“นี่คุณ!” หญิงสาวตวาดลั่น หน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างเอาเรื่องทีเดียวเชียวล่ะ
“ผมชักสนุกแล้วสิ ดูแกสิครับ ท่าจะชอบผมมากๆ แบบนี้ผมใช้เวลาไม่นานหรอก เดี๋ยวแกก็ติดผม ถึงวันนั้นคุณอย่ากลืนน้ำลายตัวเองก็แล้วกัน” เขาพูดอย่างขบขัน แววตาประกาศชัดเจนว่ากำลังอยู่เหนือกว่าด้วยประการทั้งปวง
“พูดอะไรเอาไว้ ทำตามสัญญาด้วยล่ะ” เขาท้าทายพลางก็โยกตัวไปมาเป็นเชิงสัพหยอกเด็กชายตัวน้อยในอ้อมกอดที่กำลังโล้ไปมาเหมือนชิงช้าเล็กๆ จนเด็กชายส่งเสียงหัวเราะเอิ้กอ้ากมาเป็นระยะๆ
หากสิ่งนั้นกลับยิ่งทำให้รวิสราไม่พอใจจนทำหน้างอที่กำลังถูกคนเป็นเจ้าชายแย่งเด็กชายตัวน้อยสุดรักสุดหวงสุดดวงใจไปอุ้มเอาไว้ และพาเล่นโดยไม่มีทีท่าว่าจะคืนทิกเกอร์ให้เจ้าหล่อนเลยน่ะสิ
‘มันน่าแค้นนักเชียว!’ เธอว่าเขาแต่ก็ทำได้แค่เพียงในใจ
“ดูสิ แกท่าจะชอบเล่นกับผมนะ” เขาพูดน้ำเสียงสนุกสนาน
คนเป็นเจ้าชายสรุปอย่างอารมณ์ดี แต่คนที่แค้นใจกลับเป็นรวิสราที่ไม่รู้จะจัดการกับผู้ชายหน้ามึนตรงหน้ายังไงดี
‘ให้ตายสิ ไม่น่าพูดแบบนั้นออกไปเลย’
คุณอาจจะชอบ





