
รอยแผลพิศวาส
ตอน 2
จำปาสะอึกสะอื้น ไม่คิดว่าการได้เจอหน้ากันเมื่อตอนเช้ามืด จะเป็นการพบกันครั้งสุดท้ายระหว่างเธอกับสามี
หล่อนเตือนแล้วเตือนอีก ว่ารอให้สว่างเสียก่อนแล้วค่อยออกไป ก็รู้กันอยู่ว่าอาชีพขับรถแท็กซี่กลางค่ำกลางคืนมันอันตราย
ซึ่งครั้งนี้คงเป็นคราวเคราะห์ของเขาจริงๆ เพราะว่าที่ผ่านๆ มา เชิดก็มักจะขับรถออกไปตระเวนหาผู้โดยสารในตอนสายๆ เพียงแต่เมื่อเช้ามืดของวันนี้… ไม่รู้ว่าภูติผีหรือปีศาจตนใดที่ดลจิตดลใจให้เขาออกไปตั้งแต่ตอนที่ตีนฟ้ายังไม่เปิด กระทั่งมาโดนจี้ชิงทรัพท์และถูกทำร้ายร่างกาย อาการเป็นตายเท่าๆ กันอย่างที่จำปาได้เห็นกับตาตัวเองอยู่ในตอนนี้
อีกหลายนาทีผ่าน…
ชั่วโมงรอคอยอันยาวนานและแสนทรมานสำหรับหล่อนได้สิ้นสุดลงแล้ว เมื่อได้ยินเสียงคลายลูกบิดประตูห้องไอซียู
เมื่อหล่อนเงยหน้าขึ้นมอง ประตูบานกว้างเปิดออกมาพร้อมๆ กับร่างสูงโปร่งของนายแพทย์ในชุดเสื้อคลุมสีเขียว กำลังก้าวออกมาจากห้องนั้น
เขาเดินตรงมาที่หล่อน
ทว่ายังไม่ทันที่จะเอ่ยอะไรออกมา จำปาก็เป็นฝ่ายชิงถามออกไปเสียก่อนด้วยน้ำเสียงร้อนรนเป็นห่วงสามี
“ผัวฉันเป็นยังไงบ้างคะคุณหมอ…”
“…..” คุณหมอนิ่ง ราวกับจงใจทิ้งช่วงเวลาสั้นๆ ตรงนั้น
เอาไว้ให้คนฟังได้มีเวลาทำใจ… กับคำตอบซึ่งเขารู้ว่าโหดร้ายเหลือเกินสำหรับหล่อน
“เสียใจด้วยนะครับ…”
นายแพทย์วัยกลางคน ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมผ่าตัด เอ่ยด้วยสีหน้าเรียบๆ น้ำเสียงเศร้าสลดอย่างคนที่คุ้นชินกับการ ‘เกิด’ และ ‘ตาย’ ซึ่งมีให้เห็นอยู่ทุกวี่ทุกวันในหน้าที่การงานที่ต้องคลุกคลีอยู่กับเรื่องพวกนี้
“จำปาใจหายวาบ…”
หล่อนยกมือขึ้นปิดปาก ดวงตาพราวไปด้วยหยาดน้ำตา ใบหน้าสวยซีดเซียวราวกับหน้ากระดาษที่ปราศจากตัวอักษร
“ครับ… เขาไปแล้วครับ”
หมอตอบพลางยกหลังมือขึ้นปาดเม็ดเหงื่อที่ผุดพราวเต็มหน้าผาก ภายหลังจากคร่ำเคร่งอยู่กับการผ่าตัดที่กินเวลายาวนานกว่าสองชั่วโมง
แต่ท้ายที่สุด… เขาก็ไม่อาจยื้อชีวิตของเชิดมาจากอุ้งมือของมัจจุราช
“ไม่จริง…”
หล่อนส่ายหน้า ก้อนความเศร้าเคลื่อนขึ้นมาเจ็บจุกไปทั้งลำคอ หยาดน้ำตากลมเกลี้ยงกลิ้งลงมาอาบนวลแก้มระเรื่อแดง พร้อมด้วยเสียงสะอื้นตามมาราวกับว่าหัวใจของหล่อนกำลังจะขาดรอนลงเสียให้ได้
“ฮือออ…”
จำปาฟูมฟาย สะอื้นจนตัวโยน ไม่อาจกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้อีกต่อไป ยังคงส่ายหน้าปฏิเสธ ไม่ยอมรับความจริงอันโหดร้ายที่โชคชะตาเลือกที่จะยัดเยียดให้หล่อนอย่างเลือดเย็น โดยไม่สนใจว่าจำปามีลูกน้อยในวัยเพียงหนึ่งขวบที่ต้องเลี้ยงดูต่อไป และรายได้ทางเดียวที่มีก็จากการขับรถแท็กซี่ของเชิด แต่ตอนนี้…
“ไม่จริงใช่ไหมคะคุณหมอ… เค้ายังไม่ตายใช่ไหมคะ”
หญิงสาวหวังว่าคุณหมอจะเปลี่ยนคำพูดเสียใหม่จากที่มันทำให้หล่อนปวดแปลบใจในครั้งแรก
“คุณต้องเข้มแข็งนะครับ…”
คุณหมอเลี่ยงที่จะตอบตรงๆ แต่ความหมายในคำพูดก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงความจริงที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด
“ฮืออออ…”
เพียงเท่านั้นจำปาก็ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายสายตาใครจะมอง ใบหน้าสวยนองไปด้วยคราบน้ำตาที่หลั่งออกมาราวกับหยาดฝนในคืนฟ้ารั่ว
หล่อนเอนกายไร้เรี่ยวแรง เซซบไปกับผนัง แล้วร่างก็ทรุดฮวบลงมาตามผนัง กระทั่งนั่งลงกับพื้นทางเดิน ซบใบหน้ากับเข่าทั้งสองข้างของตัวเอง ขาทั้งสองข้างเบาหวิว ไร้เรี่ยวแรงเกินกว่าจะพยุงกายเอาไว้ได้
วินาทีนั้น…
ทุกอย่างรอบๆ กายของหล่อนดูเงียบเชียบไปเสียหมดโลกทั้งใบกำลังบีบตัวเข้าหากัน เพดานของโถงทางเดินแลดูหนักอึ้ง… คล้ายกำลังจะเคลื่อนลงมาทับร่างของหล่อน
จำปาสะอื้นจนตัวโยน รู้แต่ว่านาทีนั้นหล่อนไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไปโดยปราศจากสามี ภายในใจของหล่อนกำลังถูกบีบคั้นรุนแรงเหมือนจะขาดใจตามเชิดไปเสียให้ได้
สองเดือนต่อมา
ภายหลังจากงานศพของสามีได้ผ่านพ้นไปแล้ว จำปาเริ่มสลัดอาการซึมเศร้าออกไปจากใจ เวลาช่วยทำให้หล่อนลืมความเศร้าโศกเสียใจลงไปได้บ้าง กับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของสามี
จำปาบอกตัวเองให้ลุกขึ้นสู้ เมื่อตระหนักดีว่าปัญหาใหญ่ที่กำลังรุมเร้าเข้ามาก็คือชีวิตของหล่อนและลูกสาวตัวน้อยนับจากนี้ … จะดำเนินต่อไปได้อย่างไร? เพราะว่าตัวเองก็ไม่ได้ทำงาน และที่ผ่านๆ มา รายได้ที่เข้ามาจุนเจือครอบครัวก็ล้วนได้มาจากหยาดเงื่อแรงกายของเชิดทั้งสิ้น และตอนนี้เงินเก็บจำนวนน้อยที่สามีหาเอาไว้ให้ก่อนตาย จำปาก็ใช้จ่ายจนหมดลงแล้ว
คุณอาจจะชอบ





