
ซาเปีย ภาคเสียงกระซิบจากสายน้ำ
ตอน 3
เมื่อสามารถหาแนวทางการบรรเทาอาการของพิษประหลาดนั้นได้ มามูจึงสามารถลากนีรุณกลับคฤหาสน์เกเลนได้ในที่สุด แต่ระหว่างที่เดินมาแต่ละก้าว…คิ้วของนีรุณก็เอาแต่ขมวดเป็นปมราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ในหัวแทบจะตลอดเวลา……จนเผลอลืมไปว่าตัวเองได้ทำอะไรเอาไว้เมื่อหลายคืนก่อน
ยังไม่ทันที่สองสาวจะได้ก้าวเท้าพ้นธรณีประตู “คุณนีรุณ” เสียงแหบแห้งของหญิงชราดังขึ้นมาทันที
“ตายแล้วมามู ตายแน่ ๆ ท่านแทราเอาฉันตายแน่คราวนี้” ว่าแล้วหญิงสาวรีบกระโดดขึ้นหลังเจ้านิกซ์ แต่ทว่า!!...ขอของเธอหรือจะสู้เวทมนตร์ของผู้อาวุโส หญิงชราผูกแส้ไว้กับข้อเท้าเบาะบางของนีรุณ เพียงกระตุกเบา ๆ ร่างของนีรุณก็ลอยมาหล่นข้างหน้าผู้อาวุโสแทราเสียแล้ว
“ท่านแทรา” นีรุณเงยหน้าสบตาผู้อาวุโวแทราพร้อมรอยยิ้มหวานเจื่อน ๆ ออกมา
“คุณนีรุณ วันนี้ท่านอาวุโสแห่งตระกูลเกเลน ผู้ดูแลทิศทั้งสี่มากันครบแล้ว วันนี้ท่านจะต้องเข้าทำพิธีชำระล้างตนเอง พร้อมเข้ารับตำแหน่งผู้นำตระกูลเกเลน จะปล่อยให้เลยฤกษ์วันนี้ไม่ได้ค่ะ” คำเอื้อนเอ่ยที่มีพลังและทรงอำนาจ ทำให้คนฟังอย่างนีรุณถึงกับหยุดชะงักและยืนฟังตัวที่แข็งทื่อ
“ผู้อาวุโสไซออน จากตระกูลเกเลนผู้ดูแลทิศอุดร” ผู้อาวุโสแทราเริ่มแนะนำจากขวามาซ้าย เขาเป็นชายชราร่างใหญ่โตผิวสีน้ำผึ้งเข้มอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวตารัค เขามีผมสีขาวโผลยาวแล้วจับมันมาถูกรวบเอาไว้เป็นหางม้าด้านหลังอย่างเรียบง่าย
นีรุณโค้งคำนับให้ชายชราผู้นั้นตามหลักผู้น้อยเคารพผู้ใหญ่ หากแกแต่เขากลับใช้เพียงหางตามองเธอตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าโดยไม่มีแม้แต่ปฏิกิริยายาจะให้ลุกขึ้น
“ผู้อาวุโสริค จากตระกูลเกเลนผู้ดูแลทิศทักษิณ”
เธอมองชายชราร่างเล็กแลดูไม่ค่อยจะแข็งแรง เขาเดินมาหาเธอด้วยไม้เท้าย้ำหยันเข้ามาอย่างช้า ๆ แล้วผ่านเธอไปโดยไม่คิดจะสนใจเธอเลยแม้แต่น้อย
พอปฏิกิริยาจากสองคนแรกที่กลับมาไม่ค่อยจะดีนัก เลยทำให้นีรุณรู้สึกเริ่มเบื่อหน่ายกับการต้องมานั่งทนทำพิธีรีตองเช่นนี้และเริ่มไม่ได้คาดหวังอะไรอีกแล้ว เธอค่อย ๆ เบนหน้าหนีมองไปทางอื่น
“ผู้อาวุโสมหิ จากตระกูลเกเลนผู้ดูแลทิศบูรพา” ผู้อาวุโสแทราเผยมือออกไปทางซ้าย
ผู้หญิงคนนี้ค่อนข้างมีอายุแต่เธอสามารถรักษารูปร่างของเธอได้เป็นอย่างดี เธอเดินเข้ามาด้วยท่าทางทรงอำนาจและสายจับจ้องมาที่นีรุณนิ่ง ๆ ราวกับกำลังประเมินนีรุณ เธอค่อย ๆ สแยะยิ้มออกมา “คนนี้หรือ…ผู้ถูกเลือก” ผู้อาวุโสมหิเอ่ยพลางมองนีรุณตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า
“จะใช่หรือไม่..ไม่ใช่หน้าที่ของเธอนะมหิ ให้เป็นหน้าที่ของเหล่าบรรพบุรุษเถอะ” หญิงชราร่าเล็กเดินหลังค่อม ๆ ออกมาช้า ๆ เธอคือ ‘ผู้อาวุโสธรา’ จากตระกูลเกเลนผู้ดูแลทิศประจิม
“คุณนีรุณ” ผู้อาวุโสแทราแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและทรงอำนาจ “แม้คุณนีรุณจะมีสายเลือดโดยตรงมาจากผู้นำตระกูลคนเก่า แต่ถึงอย่างไรกฎระเบียบข้อปฎิบัติก็ไม่สามารถผัดผ่อนได้ คุณนีรุณจะต้องทำเข้าพิธีชำระล้างตนเองเพื่อตรวจสอบว่าคุณนีรุณเป็นผู้ได้รับเลือกหรือไม่?”
นีรุณมองไปยังเหล่าผู้อาวุโสทึนทึกจากตระกูลเกเลนทั้งสี่ทิศ ดูก็รู้ว่าพวกเขาไม่มีใครยอมรับในตัวของเธอเลย เธอได้แต่ถอนหายใจระหว่างมองผู้อาวุโสแทราแล้วพยายามขยับปากที่สามารถแปลเป็นคำพูดได้ว่า “ไม่ทำได้ไหม?”
สิ่งที่ได้กลับมาจากปากผู้อาวุโสแทราคือ “ไม่”
“เพื่อให้ทุกอย่างราบรื่น คุณนีรุณขึ้นไปนั่งบนเสลี่ยงได้เลยค่ะ” ผู้อาวุโสแทราเอ่ยพลางผายมือไปทางขวา มีเสลี่ยงสี่คนหามเตรียมพร้อมไว้เบื้องหน้า
นีรุณรีบหันมามองหน้าผู้อาวุโสแทราด้วยความประหลาดใจอย่างสุดซึ้ง ไม่คาดคิดว่าจะมีการเตรียมพร้อมกันเธอหนีไว้แยบยลเช่นนี้ เธอค่อย ๆ เดินขึ้นเสลี่ยงอย่างช้า ๆ แล้วจึงมีทหารเข้ามายกเสลี่ยงของเธอขึ้นลอยจากพื้นเพื่อเดินตามเหล่าผู้อาวุโสไป
แต่ทว่า!!...เสลี่ยงแค่นี้ไม่สามารถกันนีรุณไว้ได้หรอก
ในระหว่างทางที่พวกเธอกำลังเดินไปยังส่วนด้านในสุดของตระกูลตารัค อันเป็นเขตห่วงห้าม จะต้องผ่านเหล่าทหารหลายชั้น ดวงตากลมโตมองไปรอบ ๆ อย่างครุ่นคิด “ทางข้างหน้าจะมีทางแยก” เธอพึมพำกับตัวเองด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ดวงตากลมโตคอยจด ๆ จ้อง ๆ รอทางแยกข้างหน้า
“พร้อม” ว่าแล้วร่างบางก็กระโดดลอยตัวหมุนตัวลงมาสู้พื้นเพื่อพร้อมจะวิ่งไปยังสถานที่ที่นัดกับมามูเอาไว้
ทว่า!!...กำแพงดินกลับโผล่พรวดขึ้นมาจากแผ่นดินและห้อมล้อมร่างบางเอาไว้จนมิด ทุกอย่างช่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนหญิงสาวที่ถูกกักขังยังไม่ทันได้ตั้งตัว “ท่านแทรา…ไม่เห็นต้องลงมือลงไม้กันเลยนะคะ” เมื่อหมดหนทางหนี การออดอ้อนจึงเป็นเพียงหนทางเดียวที่นีรุณจะทำได้
หญิงชราถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ “คุณนีรุณอยู่ในนั้นสักครู่เถิด”
นอกจากจะกักขังแล้วผู้อาวุโสแทรายังร่ายเวทมนตร์ปิดกันการได้ยินเสียง ทหารแบกหามกล่องดินที่บรรจุนีรุณมาหยุดอยู่หน้าวิหารหลังใหญ่ทางทิศเหนือของตระกูลเกเลน บนประตูบานใหญ่มีตราประทับเป็นรูปโล่คู่ซ้อนทับกัน
รูปโล่คู่ซ้อนทับกันเป็นตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลเกเลน แสดงให้ผู้คนในตระกูลได้ระลึกถึงหน้าที่ที่เกิดมาในตระกูลนี้ เพราะตระกูลเกเลนเป็นดังกำแพงที่ปกป้องเมืองตารัค เพื่อให้สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในดาวดวงนี้ปลอดภัยจากการคุกคามทั้งภายในและภายนอก
ตระกูลเกเลนได้มีการแบ่งการดูแลออกเป็นผู้ดูแลทิศทั้งสี่ เหนือ ใต้ ออก ตก ซึ่งจะรับคำสั่งโดยตรงจากภาคส่วนกลางของตระกูล
ทว่า…ตำแหน่งผู้นำสูงสุดกลับถูกเว้นว่างเป็นระยะเวลาหลายปี
“ในที่สุดเวลาที่เรารอคอยก็มาถึง ในฐานะผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลจึงขอเปิดการคัดเลือกผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลเกเลน”
สิ้นเสียงเคร่งขรึมของผู้อาวุโสแทรา เวทมนตร์ที่กักขังนีรุณอยู่ก็ค่อย ๆ สลายหายไป ดวงไฟเล็ก ๆ สีเหลืองนับร้อยดวงค่อย ๆ สว่างขึ้นอย่างช้า ๆ แล้วมาห้อมล้อมตัวนีรุณให้ลอยขึ้นจากพื้นค่อย ๆ พาให้ตัวเธอลอยมาหยุดยืนอยู่กลางวงกลมที่มีตราสัญลักษณ์รูปโล่คู่ล้อมห้อมล้อมด้วยอักขระโบราณที่เขียนเอาไว้ว่า ‘หอบรรพบุรุษตระกูลเกเลน’
“โอย” นีรุณร้องออกมาด้วยความเจ็บที่อยู่ดี ๆ ก็เกิดบสดแผลลึกบริเวณฝ่ามือ เลือดของเธอค่อย ๆ ไหลลงมาสู่ตราสัญลักษณ์รูปโล่คู่จนครบทั้งพื้น
บังเกิดเสียง “แค็ก” คล้ายการปลดล็อกอะไรบางอย่าง แสงสว่างสีเหลืองอ่อนพุ่งขึ้นไปยังยอดหอคอยแล้วตรงไปยังต้นไม่ศักดิ์ที่อยู่ใจกลางเมืองของตารัค แสงสีเหลืองอ่อนแผ่กระจายไปท่วมทั่วหอบรรพบุรุษ พลังมหาศาลของต้นไม้ศักดิ์ได้แผ่กลับมาปกคลุมบริเวณแห่งนี้
“ไม่เคยสัมผัสพลังเช่นนี้เลย” ผู้อาวุโสธราเอ่ยขึ้นอย่างปลื้มปรีติ เธอตบมือรัว ๆ แสดงความดีใจออกมาอย่างไม่ปิดบัง “ยินดีจริง ๆ….หากเรามีผู้นำที่แข็งแกร่งเช่นนี้ ตระกูลเกเลนก็ไม่ต้องกลัวใคร”
ผู้อาวุโสแทราเดินมายืนตรงหน้านีรุณ แววตาชราวัยหรี่ลงมองเธอด้วยความเป็นกังวลผสมความห่วงใย “ขอฝากตระกูลเกเลนให้คุณนีรุณช่วยดูแลต่อด้วยนะคะ”
เธอพูดจบก็หันหลังแล้วยกมือขึ้นวนรอบอากาศ “เหล่าดวงจิตแห่งบรรพบุรุษ โปรดช่วยชำระล้างคุณนีรุณให้สะอาดทั้งกายและใจ” เสียงเคาะไม้เท้าดังกึกก้องสะท้อนกลับไปกลับมาในหู เสียงนั้นวนเวียนในหูของนีรุณจนเริ่มบีบรัดสมอง แล้วอยู่ดี ๆ ความอึดอัดก็พลันสลายหายไป
ประโยคสุดท้ายที่ได้ยินคือ “พวกคุณไม่ควรเข้ามาที่นี่” ซึ่งเป็นคำพูดของผู้อาวุโสแทราที่พูดด้วยน้ำเสียงที่กำลังประหม่าและหวาดกลัว
นีรุณลืมตาขึ้นอีกทีก็พบว่าตัวเองถูกห้อมล้อมด้วยกำแพงดินอีกครั้ง เธอเดินเข้ามาใกล้กำแพงเดินเพื่อพยายามฟังว่าข้างนอกเกิดอะไรขึ้น แต่เสียงที่ได้ยินกลับเป็นเพียงเสียงของการต่อสู้ ที่ดังมาจากด้านนอกก็ดังก้องเข้ามาถึงภายในกำแพงดิน
“ผู้อาวุโส เกิดอะไรขึ้นค่ะ” นีรุณพยายามตะโกนถามจนสุดเสียง
แต่กลับไม่มีคำตอบกลับจากภายนอก เท่าที่เธอได้ยินจะมีเพียงเสียงของการต่อสู้ การกระทบกระทั่งที่ดังลอดเข้ามา การจินตนาการทำให้นีรุณเริ่มร้อนใจ เธอพยายามร่ายเวทด้วยมือที่สั่นสะท้าน สร้างแส้เวทขึ้นมา แล้วฟาดมันใส่กำแพงดินอย่างไม่ยั้งมือจนกำแพงดินก็เริ่มแตกเป็นรอยเล็ก ๆ
ซึ่งก็ดูเหมือนจะยังไม่พอที่จะทำให้มันพังทลายลง “ไม่พอ! ไม่พอเลย!” นีรุณบ่นกับตัวเองเสียงต่ำ ขณะพยายามฟาดแส้เวทซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยความรวดเร็ว ในขณะที่กำแพงเริ่มร้าวหนักขึ้น แสงสว่างวาบเข้ามาอย่างฉับพลันจนทำให้ทุกสิ่งรอบตัวเธอดูเบลอไปชั่วขณะ
เงาของผู้หญิงร่างท้วมราง ๆ กำลังเดินตรงมาที่เธอ “ใครกัน?”
ภายใต้ความมืดมิดที่แสนเงียบสงัด นีรุณยืนอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า ลูกไฟสีแดงฉานพุ่งตรงมาอย่างรวดเร็ว ส่องแสงวาบเป็นเส้นทางหลอกหลอน ร่างของเธอถูกไฟที่ลุกไหม้เผาไปทั่วทั้งตัว มันร้อนแรงจนเจ็บแสบและทำให้ร่างกายสั่นสะท้าน นีรุณสะดุ้งเฮือกด้วยความหวาดกลัว รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ท่วมท้น
“คุณหนู! เป็นอย่างไรบ้างคะ?” เสียงของมามูดังขึ้นแทรกผ่านความมืด นีรุณค่อย ๆ ลืมตาตื่นมาพบกับสีหน้ามามูที่กำลังตกใจและมองเธออย่างเป็นห่วง
นีรุณหันไปมองและพบว่าตัวเองกลับมาอยู่ในห้องนอนของตัวเองแล้ว เธอใช้มือเช็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นบนหน้าผาก รู้สึกโล่งใจที่มันเป็นแค่ความฝัน แต่ความรู้สึกไม่ดีบางอย่างยังคงปะปนอยู่ในใจ
“มามู… ฉันมานอนที่นี่ได้ยังไง?” นีรุณเอ่ยด้วยความสงสัย เธอพยายามทบทวนเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ แต่ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นปริศนา
“เอ่อ…คุณหนูมาเองค่ะ” มามูตอบตะกุกตะกัก ก่อนจะรีบวิ่งไปหยิบถ้วยน้ำมาให้
ในระหว่างนั้นนีรุณเองยังคงคิดทบทวนภาพเมื่อคืน จับจ้องไปยังผนังห้องที่คุ้นเคย แต่ภาพของผู้อาวุโสแทราและเสียงการต่อสู้กลับผุดขึ้นมาในความทรงจำ ทำให้เธอรู้สึกกังวล “ท่านแทรากับเหล่าผู้อาวุโสท่านอื่น ๆ ละ?...พวกท่านเป็นอย่างไรบ้าง? เมื่อคืนฉันเหมือนจะได้ยินเสียงต่อสู้…” เสียงของเธอแฝงไปด้วยความกังวล ราวกับยังไม่สามารถปล่อยวางสิ่งที่เกิดขึ้นได้
“เอ่อ…ท่านอาวุโส” มามูพูดตะกุกตะกัก รู้สึกไม่แน่ใจว่าควรจะพูดอะไรดี ก่อนจะรีบพานีรุณมาที่วิหารบรรพบุรุษ
เมื่อเห็นร่างของเหล่าผู้อาวุโสนอนอยู่บนเตียง นีรุณรีบวิ่งเข้าไปทันที ดวงตาเปลี่ยนเป็นจริงจัง เมื่อเธอจับชีพจรของผู้อาวุโสแต่ละคนด้วยมืออันสั่นเทา
เธอรู้สึกถึงการเต้นที่ช้าและไม่สม่ำเสมอ “ชีพจรเต้นช้าผิดปกติ ความดันเลือดต่ำลง…” นีรุณพึมพำกับตัวเอง ขณะสายตาไม่หยุดสำรวจร่างกายของผู้อาวุโส ไม่มีร่องรอยการบาดเจ็บจากการต่อสู้ ใบหน้าและร่างกายของแต่ละท่านดูเหมือนคนที่กำลังนอนหลับลึก
“ไม่น่าจะใช่…” นีรุณกล่าวขึ้นมาเสียงเบา ขณะที่เดินรอบเตียงแล้วพลิกข้อมือของผู้อาวุโสแต่ละท่านขึ้นมาอีกครั้ง เธอคลำไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วยความพินิจพิเคราะห์ จนกระทั่งมือของเธอไปสัมผัสกับส่วนบนของศีรษะ ผิวหนังใต้ฝ่ามือรู้สึกถึงบางสิ่งที่ผิดปกติ
“เข็มหรือคะ?” มามูถามขึ้นเสียงตกใจเมื่อเห็นนีรุณดึงเข็มขนาดเล็ก ๆ ออกมาจากศีรษะของผู้อาวุโสแทราแล้วจึงเดินมายังผู้อาวุโสท่านอื่น ๆ
“ผู้อาวุโสทุกท่านล้วนมีเข็มทิ่ม…” นีรุณพยักหน้า ค่อย ๆ เพ่งมองปลายเข็มด้วยความสงสัย ก่อนจะนำต่างหูเงินของเธอมาสัมผัสกับปลายเข็ม แต่เมื่อสัมผัสไปแล้ว ต่างหูเงินของนีรุณกลับยังคงมีสีเงินเช่นเดิม ยิ่งทำให้เธอรู้สึกสับสน “ไม่มีพิษ…แล้วทำไมพวกท่านถึงไม่ฟื้น”
“เกิดอะไรขึ้นหรือคะ?” มามูถามด้วยความกังวล ขณะที่รับเข็มมาอย่างระมัดระวัง
“มามูช่วยไปตามอาจารย์โกดามาพบฉันที่เรือนที ฉันต้องการความมั่นใจ…” นีรุณพูดเสียงเข้ม ขณะจับมือที่เหี่ยวเฉาของผู้อาวุโสแทรา กุมเอาไว้อย่างอ่อนโยน เธอรู้สึกเจ็บปวดในใจ “ถ้าหนูไม่ดื้อดึง ท่านคงไม่เป็นแบบนี้…”
ชายชราอายุเกือบร้อยปีเดินหลังค่อมกระย่องกระแย่งพยุงตัวด้วยไม้เท้ามาหยุดดูมองเข็มที่ทิ่มเหล่าผู้อาวุโส “ที่ตุ้มหูเงินไม่เปลี่ยนสีเพราะว่ามันไม่ใช่ยาพิษ มันเป็นเพียงยาสลบ”
นีรุณพยักหน้ามองผู้อาวุโสโกดาด้วยความครุ่นคิด “ยาสลบหรือคะ?”
ชายชราพยักหน้าเบา ๆ “ยาสลบมักเดียวกับที่เหล่านายพรานมักจะนำไปใช้ล่าสัตว์….ไม่ได้ทำให้ถึงแก่ชีวิต”
ยิ่งได้ยินเช่นนี้ หญิงสาวยิ่งสับสน คำถามมากมายเริ่มค่อย ๆ ทยอยเข้ามาตีกันในหัวของเธอ “มันเลยยิ่งทำให้น่าสงสัย ทำไมคนร้ายที่บุกเข้ามาในยามวิกาลถึงใช้เพียงยาสลบ…ตกลงคนร้ายที่บุกเข้ามาต้องการสิ่งใดกันแน่?”
ชายชราวางเข็มลง เขานั่งลงข้าง ๆ หญิงสาว “ถึงคนร้ายจะไม่ได้ต้องการถึงชีวิต แต่ว่าเหล่าผู้อาวุโสชราภาพมากแล้ว หากความดันเลือดตกมากจนเกินไป ก็อาจจะอันตรายถึงแก่ชีวิตได้”
นีรุณหันมามองหน้าผู้อาวุโสโกดาอย่างตกใจ เธอลืมสิ่งนี้ไปได้อย่างไร “เช่นนั้น เราจะต้องรีบปลุกให้ผู้อาวุโสตื่น”
ชายชราส่ายหน้าเบา ๆ “จะปลุกอย่างไรละ ได้แต่รอให้ร่างกายขับยาออกจนหมด…นอกจากว่า”
“ค่ะ” นีรุณรีบหันไปมองอย่างคาดคั้น
“ต้องมีพิษอีกตัวที่มาต้านพิษตัวนี้ ให้ร่างกายรีบขับยาออกมาให้เร็วยิ่งขึ้น” ชายชราเอ่ยอย่างหนักใจ “แต่ว่า พิษที่ต้านพิษกันเองนั้นหายากนัก มักจะเคยแต่ได้ยินคนในตลาดมืดเขาพูดกัน”
นีรุณหันขวับกลับมามองหน้าผู้อาวุโสโกดา “ตลาดมืดอีกแล้วหรือ?”
คุณอาจจะชอบ





