
ร้านแพรลับของคุณหนูสาม เล่ม 2 (จบ)
ตอน 3
หลังจากท่านหมอวินิจฉัยว่านางสบายดี แค่เพียงอ่อนเพลียจากการเดินทางเว่ยอวี่หยุนก็เบาใจและพานางไปเลี้ยงอาหารตามที่สัญญา เว่ยหย่งฮวารู้ว่าน้องชายขายของในเรือนนอนตนเองไปจำนวนมาก ตอนนี้เอาไปใช้หนี้หมดจะเหลือเงินอยู่สักเท่าไรกันเชียว นางสั่งอาหารมาอย่างละเล็กน้อยไม่ให้ผิดสังเกตและอ้างว่าตนยังเหนื่อยอยู่จึงกินได้ไม่มาก
เว่ยอวี่หยุนมองนางทานอาหารแต่ตัวเองไม่ยอมแต่สักคำเดียว ในใจของเขายังไม่อยากเชื่อว่าพี่สาวจะสบายดีจนต้องมองอยู่อย่างนั้นไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะสบายใจ ความกังวลที่เกิดขึ้นแม้จะคลี่คลายแล้วแต่ก็ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งเพื่อให้กลับมาคงที่ หญิงสาวจึงไม่ได้เร่งเร้าให้เขาทำอะไร
เย็นวันนั้นเขาก็พานางกลับบ้าน ทั้งท่านพ่อท่านแม่แทบร้องไห้โฮเมื่อเห็นหน้า เข้ามาสวมกอดบุตรสาวกันแน่น เว่ยอวี่หยุนเห็นภาพนี้ก็รู้สึกว่าตนเองทำถูกแล้ว แม้จะแทบไม่เหลือเงินใช้แต่ก็ยังพอมีเบี้ยเลี้ยงให้จับจ่าย เทียบกันแล้วได้ตัวพี่สาวกลับมาแค่นี้นับว่าเล็กน้อย เว่ยอวี่หยุนได้บทเรียนสำคัญ และไม่คิดจะกลับไปข้องเกี่ยวกับการพนันอีกต่อให้หลังจากนี้เขาจะอายุถึงแล้วก็ตาม
"ท่านพี่ นี่มันอะไรน่ะ"
ในตอนสายของหลายวันต่อมาเขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อในเรือนนอนของตนมีเครื่องเรือนเพิ่มขึ้นมา จากที่ตอนแรกโล่งเตียนเหลือแต่เตียงนอนเพราะขายไปหมด
"ได้ยินบ่าวของเจ้าบอกว่าเครื่องเรือนเจ้าโดนปลวกแทะขนานใหญ่ ค่าทนดูไม่ไหวเลยซื้อมาให้ เบี้ยหวัดประจำตำแหน่งข้ามากมายแค่นี้ไม่เป็นไรหรอก"
นางยิ้มให้เขาแล้วเข้ามาปลอบใจ เพราะรู้ว่าสาเหตุที่มันหายไปคือตนเอง ในเมื่อน้องชายของนางได้บทเรียนแล้วก็อยากให้เขารู้สึกดีขึ้น เพราะแน่ใจว่าหลังจากนี้เรื่องนี้จะย้ำเตือนน้องชายของนางไปตลอด
เว่ยอวี่หยุนซาบซึ้งแทบน้ำตาไหล สุดท้ายก็กลั้นน้ำตาไม่ไหวปล่อยโฮออกมาเบาๆ ก่อนจะหลบหนีไปหลังฉากเช็ดน้ำตาให้ตัวเอง
"เมื่อวานเจ้าเลี้ยงข้าไปแล้ว วันนี้ให้ข้าเลี้ยงเจ้านะ" นางพูดถึงอาหารที่เขาจ่ายให้เมื่อวาน ตั้งแต่วันนั้นเว่ยอวี่หยุนก็อยู่ติดบ้านแทบไม่ออกไปไหนถ้าไม่จำเป็น ข้าวก็กินแต่ของที่คนรับใช้เตรียมไว้ให้ นางทั้งเวทนาทั้งสงสาร
หลังจากพาน้องชายออกมาเลี้ยงอาหารนางก็เข้าไปที่จวนของอู๋ซือหนิง เคาะประตูเรียกอยู่ไม่นานตงฟางก็เปิดประตูมาต้อนรับ
"ท่านหญิงนี่เอง มีธุระอะไรอย่างนั้นหรือ"
"ข้าอยากขอบคุณใต้เท้าอู๋เป็นการส่วนตัวเรื่องที่ช่วยเหลือข้าก่อนหน้านี้"
"คุณชายอยู่ที่สวนขอรับ เชิญท่านหญิงเข้าไปได้เลย"
นางหันมารับตะกร้าบางอย่างจากสาวใช้คนสนิทแล้วเดินเข้าไปคนเดียว หนิงชิงชิงรออยู่ด้านนอกลำพัง ตงฟางเห็นเช่นนั้นก็เชิญนางมานั่งรอที่ศาลาด้านใน
ในส่วนที่มีโต๊ะหินอ่อนตั้งเอาไว้ เจ้าของจวนกำลังขะมักเขม้นกับการคัดอักษรที่เป็นงานอดิเรกของตน เมื่อมีบางอย่างวางลงตรงหน้าก็ดึงดูดสายตาไป ตะกร้าสานบรรจุหีบห่ออาหารและของหวานไว้ด้านใน ส่งกลิ่นหอมออกมา
"ท่านหญิง" เขาเอ่ยเรียกนางเสี่ยงร่าเริงใบหน้ายิ้มแย้ม
"ท่านอู๋ดูจะชอบการคัดอักษรมาก"
"เช่นเดียวกับที่ท่านหญิงชอบการปักผ้า ว่าแต่มาหาข้าวันนี้มีอะไรหรือ"
"ข้าอยากขอบคุณที่ท่านช่วยเหลือวันนั้น หากไม่ได้ท่านเรื่องคงไม่ง่ายเช่นนี้"
"แต่กำลังคนเป็นของใต้เท้าเผิง ข้าเพียงช่วยเจรจาไม่ได้ลงทุนลงแรงอะไรเลย"
"ข้าก็จะไปขอบคุณเขาในภายหลังด้วยเช่นกัน แต่ท่านเป็นคนแรกที่ข้ามาหาและตอบรับข้าทันทีแทบไม่ต้องคิด น้ำใจนี้ข้าจะไม่ลืม"
"ท่านหญิงกล่าวเกินไปแล้ว ข้าช่วยเหลือไม่หวังสิ่งใด เพียงท่านหญิงดีใจก็มากพอ"
นางถือวิสาสะนั่งลงฝั่งตรงข้ามเขา มองลายมือที่ตวัดผ่านพู่กันฉวัดเฉวียน ลากเขียนเป็นตัวหนังสือลงบนม้วนผ้าแผ่นยาว ลายมือของอู๋ซือหนิงงดงามวิจิตรจนสามารถนำไปประดับตกแต่งไว้ในห้องได้เลย เทียบกับนางแล้วก็ทำได้เพียงเขียนเหมือนคนทั่ว ๆ ไป นางยิ้มชื่นชมในฝีมือของเขาจากใจจริง
รอยยิ้มนั้นประทับตราตรึงใจผู้ได้มองจนถอนสายตาออกไปไหนไม่ได้ อู๋ซือหนิงรู้สึกได้ว่าใบหน้าของตนร้อนผ่าวทั้งที่ก็ไม่ได้ป่วยไข้
"อู๋ซือหนิง?"
"หะ หืม?"
"หน้าท่านแดง"
"สงสัยอากาศวันนี้จะร้อน" เอ่ยแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ จนหญิงสาวถึงกับขมวดคิ้วเลยทีเดียว นางเงยหน้ามองท้องฟ้าก็เห็นว่าวันนี้แดดอ่อนนัก เข้าขั้นหนาวจนสามารถนำเสื้อคลุมมาสวมได้เลยด้วยซ้ำ
"ข้าว่าใต้เท้าคงไม่สบายแล้ว อากาศเช่นนี้ยังบอกว่าร้อนได้"
คนถูกว่ายิ้มแห้ง คิดข้อแก้ตัวไม่ทันจริงๆ เขามองซ้ายมองขวาหาทางเปลี่ยนเรื่องคุย
บุรุษที่ไม่เคยมีท่าทีสนใจกลับแสดงออกเช่นนี้ และเป็นแบบนี้มาระยะหนึ่งแล้ว จนมีข่าวลือไปทั่วเมืองว่ายอดบัณฑิตในใต้หล้าเริ่มสนใจอีกสตรี
อู๋ซือหนิงเป็นบุรุษรูปงามคนหนึ่ง พอมีข่าวว่าเขาเริ่มสนใจอิสตรี หญิงสาวหลายนางก็ทอดสะพานให้เผื่อจะมีหวังบ้าง แต่อู๋ซือหนิงก็ไม่สนใจ มีคนเห็นเขาอยู่กับเว่ยหย่งฮวาบ่อยครั้ง แต่ไม่เคยเห็นอยู่กับสตรีอื่นตามลำพังเลยแม้แต่หนเดียว
"ครั้งนี้ได้ท่านช่วยเหลือไว้มาก นอกจากของที่นำมาวันนี้แล้ว วันหน้าข้าอยากเลี้ยงตอบแทนท่านด้วย"
"ลำบากท่านหญิงแล้ว" เขายิ้มรับด้วยความเต็มใจ ได้ใช้เวลากับนางมากขึ้นทำไมเขาจะต้องปฏิเสธ
"เช่นนั้นหากใต้เท้าอู๋สะดวกวันเวลาใดก็นัดหมายข้ามาแล้วกัน"
เสร็จธุระแล้วนางก็ขอตัวกลับ หนิงชิงชิงเห็นคุณหนูของนางเดินออกมาก็ลงจากศาลามารอที่หน้าประตู สองนายบ่าวกลับจวนในเวลาเย็นย่ำ เพราะเพิ่งผ่านเรื่องน่าหวั่นใจมาเว่ยอวี่หยุนเลยออกมารอรับพี่สาวทุกวัน
"ท่านพี่ วันนี้ใต้เท้าเผิงมารอพบท่านด้วยแต่ข้าบอกว่าท่านไม่อยู่ เขาเลยจะมาใหม่วันหลัง"
"ขอบใจนะ วันนี้ค่าซื้อเปาจื่อมาฝากเจ้าด้วย" นางยิ้มกว้างแล้วยัดถุงแป้งนึ่งมีไส้ถุงใหญ่ใส่อกน้องชาย กินขนมสดใหม่หอมพวยพุ่งขึ้นมาตีจมูกชวนน้ำลายไหล
"ขอบคุณท่านพี่"
เช้าวันรุ่งขึ้นเผิงป๋อเฟิงก็มาขอพบตั้งแต่ยังไม่ถึงยามสาย เพราะกลัวว่าจะคลาดกันอีก สีหน้าของสหายสนิทคู่นี้ดูจริงจังจนบ่าวไพร่ในจวนต้องปล่อยให้พวกเขาปลีกวิเวกในสวนกันลำพัง คอยยืนดูอยู่ห่างๆรอให้เรียกใช้เท่านั้น
"ท่านเผิงมาหาข้ามีเรื่องอะไร"
"ระยะนี้งานราชการยุ่งนักจึงไม่ได้มาเยี่ยมเจ้าเลย" ชายหนุ่มกล่าวด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
"ข้านึกว่าเป็นเช่นนี้ปกติ" คำพูดนี้คนฟังถึงกับสะอึก
"เจ้าจำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ"
"ต่อให้ถามหลังจากนี้อีกสิบครั้งร้อยครั้งข้าก็ยืนยันคำเดิมว่าข้าไม่เหลือความทรงจำใดในอดีต หากมีคำสัญญาที่ข้าติดค้างเจ้าก็ได้โปรดบอกมาเถอะ"
"ไม่มี เจ้าไม่เคยรับปากหรือสัญญาอะไรกับข้า แต่ก็อดเสียดายมิตรภาพเมื่อวันวานไม่ได้"
"ขอโทษด้วย เรื่องนี้ข้าไม่สามารถทำอะไรได้เลย หากมีอะไรที่ทำให้เจ้าสบายใจขึ้นก็บอกมาเถอะ"
เผิงป๋อเฟิงไม่รู้จะทำสีหน้าอย่างไรกับคำถามนี้ดี ความจริงช่างข่มขืน หากนางจำได้บ้าง ก็คงไม่เจ็บปวดเท่านี้ อดีตที่ผ่านมาเหมือนผ่านไปไม่อาจหวนคืน นางไม่มีใจให้เขา เรื่องนี้ไม่ต้องถามใครก็เห็นได้ชัดเจน ไม่ว่าอดีตหรือปัจจุบันนางก็เห็นเขาเป็นเพียงสหาย
"เผิงป๋อเฟิง ข้าซาบซึ้งในน้ำใจของเจ้านะ ดีใจมากที่มีเจ้าเป็นสหาย ความซื่อสัตย์ของเจ้าใช่จะหาได้ง่ายแม้ในยุคนี้ แต่ว่า..."
"แต่ว่า?"
"ข้าไม่ใช่คนที่เจ้าเคยรู้จักอีกแล้ว เรื่องในอดีตที่ผ่านมานั้นเป็นข้าแต่ก็ไม่ใช่ข้า ความรู้สึกไม่ว่ากับใครก็ไม่เหมือนเดิม หากข้าเคยมีคำมั่นสัญญากับเจ้าก็โปรดบอกมา ข้าจะทำให้ชัดเจนเสียเดี๋ยวนี้"
"ท่านหญิงยังคงอ่อนโยนเช่นเดิม คำสัญญานั้นไม่มีดังที่ข้าเคยกล่าวไป ในเมื่อท่านหญิงปรารถนาเช่นนั้น ข้าก็จะไม่ก้าวก่ายความต้องการของท่าน"
"อยู่ ๆ ก็พูดจาห่างเหินเสียอย่างนั้น นี่ไม่ได้กำลังประชดข้าอยู่ใช่ไหม"
ชายหนุ่มข้างกายหัวเราะเบาๆ
"ขอโทษด้วยไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เจ้าเข้าใจผิด ข้าเพียงแต่อยากแสดงออกถึงความตั้งใจดังที่พูดไปจริ งๆ เจ้าสบายใจเถอะ ไม่ว่าอะไรข้าก็จะไม่บังคับหรือแม้แต่โน้มน้าวเจ้า ทุกอย่างเป็นอิสระของใจเจ้าเอง"
หญิงสาวแอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ นึกว่าจะต้องตัดสัมพันธ์กับสหายผู้นี้แล้ว นางระแคะระคายกับท่าทีของเขาอยู่บ้าง ในภายหลังก็แน่ใจแล้วว่าบุรุษผู้นี้มีใจให้เว่ยหย่งฮวา แต่นางไม่อาจตอบรับแทน สิ่งที่แน่ชัดเลยคือเขาไม่ได้รักนาง เขารักเว่ยหย่งฮวาที่เป็นคุณหนูสามแต่กำเนิด ไม่ใช่เว่ยหย่งฮวาที่เป็นเจ้าของร้านแพรลับ
"หลังจากนี้ก็หวังว่าท่านหญิงจะปฏิบัติกับข้าเช่นเดิม จะได้ลำบากใจเพราะความรู้สึกของข้าเลย"
"ข้าก็หวังเช่นนั้น หวังว่าท่านจะไม่ตีตัวออกห่างเพราะข้าปฏิเสธท่าน"
"ไม่เป็นเช่นนั้นแน่นอน" เขายืนยัน และขอตัวกลับไปก่อนจะถึงยามเที่ยงวัน
สวนที่เดินเคียงกันมาเมื่อครู่ดูเปลี่ยวเหงาและเศร้าซึม ไม่รู้อารมณ์นี้เป็นสิ่งตกค้างของเว่ยหย่งฮวาหรือตัวนางเองกันแน่ แต่นี่คือความจริงที่ต้องยอมรับให้ได้ น่าเสียดายที่นางไม่อาจอยู่ถึงจนจะรับรู้ได้ถึงความในใจของเขา ดูท่าจะรักมั่นคงต่อเว่ยหย่งฮวามานานแล้วด้วย
"เฮ่อ ไม่ว่ายุคไหน ๆ ความรักก็เป็นเรื่องชวนลำบากใจจริงๆ"
หลังเผิงป๋อเฟิงกลับไป ในวันเดียวกันนั้นอู๋ซือหนิงก็มาขอพบ เขานำไก่ฟ้าหนึ่งตัวมามอบให้
"อู๋ซือหนิง สิ่งนี้คือ?"
"ไปล่าสัตว์มาได้ข้าจึงนำมาฝากท่านหญิง หากท่านหญิงไม่ชอบครั้งหน้าข้าจะนำอย่างอื่นมา"
"ไม่ๆ แค่นี้ก็ดีมากแล้ว ท่านอู๋อุตส่าห์มีน้ำใจนึกถึงข้า แล้วข้ายังจะกล้าเอาแต่ใจอีกหรือ"
"ท่านหญิงเอาแต่ใจกับข้าได้ โปรดบอกมาเถอะ"
รอยยิ้มของชายหนุ่มตรงหน้าช่างเจิดจ้า ไม่รู้กลิ่นอะไรเป็นอาหารถึงได้แผ่รัศมีอบอุ่นเช่นนี้ออกมาได้ ทำเอานางตาพร่าเลยทีเดียว หนำซ้ำยังเป็นบุรุษรูปงามขึ้นชื่อของแคว้น ซึ่งเว่ยหย่งฮวาเห็นด้วยมากๆ อู๋ซือหนิงรูปงามมากจริงๆ
"ท่านอู๋เอาอะไรมาฝากข้าก็รับไว้ทั้งนั้น ท่านนำมันมาได้เลยหากข้าไม่ชอบข้าจะบอกเอง"
ได้ฟังเช่นนั้นรอยยิ้มของเขาก็ยิ่งกว้างออก ยิ้มค้างไว้อย่างนั้นจนกระทั่งกลับถึงจวนตัวเองก็ยังยิ้มไม่หุบ ตงฟางอยากเอาใจช่วยให้นายท่านของตนรีบไปสู่ขอท่านหญิงเร็ว ๆ ชีวิตของเขาจะได้สงบสุขเสียที
สามเวลาหลังอาหารไม่พ้นถามเรื่องท่านหญิงหรูเหยียน ซึ่งเขาก็ไม่ได้เป็นตาหลังของนางที่จะได้รู้ทุกอย่างก้าว อยากเชิญท่านหญิงมานั่งสาธยายให้ฟังวันต่อวันเหลือเกิน แต่วิธีเช่นนี้นอกจากคุณชายของเขาจะมองด้วยสายตาอย่างกับมองคนโง่แล้ว เผลอๆ จะโดนท่านหญิงถือไม้เรียวฟาดเอา ซึ่งเขาขอให้ไม้เรียวเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของคุณชายน้อยเว่ยแต่เพียงผู้เดียวจะดีกว่า
คุณอาจจะชอบ





