
เกิดใหม่... เป็นมาเฟียในกะลาแลนด์
ตอน 2
เที่ยงคืนผ่านพ้นไป บ่งบอกเวลาวันใหม่ และชีวิตใหม่ของผมที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า แม้จะเป็นแค่การถ่ายเทวิญญาณสู่ร่างอื่น ไม่ใช่การถือกำเนิดใหม่ แต่มันก็ทำให้บรรดาเจ้าหน้าที่ทั้งหลายในยมโลกอดตื่นเต้นกันไม่ได้
"โชคดีนะคะหมอ"
"รีบกลับมานะคะ พวกเราคิดถึงแย่"
"อย่าลืมคิดถึงพวกเราบ้างนะคะ"
ภารกิจส่งตัวหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ลงสู่ปรโลกครั้งนี้ ไม่ได้มีแค่ผม แต่ยังมีหัวหน้าหน่วยพยาบาลที่ถูกส่งตัวขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่ด้วย หมอนั่นช่างสังเกต ละเอียดอ่อน เหมาะกับการช่วยเหลือดวงวิญญาณตกค้าง และปิดเคสการตายผิดปกติที่เชื่อมโยงกับการโกงความตายของตาลุงเห็นแก่ตัวคนนึง
"ขอบคุณทุกคนมากๆ ครับ ที่มาส่งผม" ผู้ชายสวมแว่น เจ้าของผมรองทรงบลอนด์ทองไฮไลท์ส้ม ในชุดสูทสีเทาอ่อน ยิ้มให้เจ้าหน้าที่ทุกคนตรงหน้า ซึ่ง 99.99% เป็นผู้หญิง
...ขณะที่ตรงหน้าผม
"ยูต้องกลับมานะ เข้าใจไหมไมเคิล ที่นู่นไม่มีอะไรให้ลั้นลาหรอก" หัวหน้านับเงินพูดประโยคเดิมซ้ำเป็นครั้งที่ร้อย ใช่... มีแค่เธอคนเดียวที่อยู่ตรงหน้าผมตอนนี้
"ไอก็ไปทำงานไง ไม่ได้ไปลั้นลา" ผมตอบด้วยประโยคเดิมเป็นครั้งที่ร้อย และไม่ได้รู้สึกอะไรกับการที่ไม่มีใครแห่แหนกันมาส่ง
...ผมชินแล้ว เพราะมันก็แค่เรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นเป็นประจำ
"ใกล้ถึงเวลาแล้ว หัวหน้าเข็มทิศกับรองหัวหน้าไมเคิลพร้อมไหมคะ?" ผู้หญิงผมหางม้าชุดสูทน้ำเงิน เจ้าหน้าที่จากกองอำนวยการพูดขึ้นคล้ายเป็นการตัดบทหัวหน้านับเงินที่กำลังอ้าปากตั้งท่าจะพูดอะไรต่อ แม้เธอจะไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็ดีแล้ว... ไม่อย่างนั้นผมคงต้องยืนหูทวนลมฟังคำบ่นต่อไปเรื่อยๆ
"พร้อมครับ" ผมกับหัวหน้าหน่วยพยาบาลตอบคำถามขึ้นพร้อมกัน เสมือนเป็นการปิดประตูตายไม่ให้หัวหน้าหน่วยยมทูตมีโอกาสพูดอะไรอีก
"เชิญทางนี้เลยค่ะ" เจ้าหน้าที่กองอำนวยการคนเดิมเดินนำผมกับเขามายังเสาสีแดงเพลิงสูงเสียดฟ้าสองต้น
...มันคือประตูนรกที่จะเพิ่มความสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามสถิติการทำความชั่วของมนุษย์ในแต่ละปี
"เดี๋ยวครับ!!"
เสียงเรียกที่ดังขัดจังหวะขึ้นทำเอาเราสามคนชะงัก หันไปมองต้นเสียงที่พึ่งวาร์ปเข้ามา
"นึกว่าจะมาไม่ทันร่ำลาซะแล้วนะครับเนี่ย" ก้อนหินเดินฉีกยิ้มนำหน้าดาวเหนือเข้ามา ไม่รู้ว่าผมไปสนิทสนมกับหมอนั่นตอนไหน หรือบางทีคนที่ถูกกล่าวถึงในประโยคคำพูดเมื่อครู่ อาจเป็นหัวหน้าหน่วยพยาบาลก็ได้
"เชิญค่ะ ได้แค่ 1 นาทีนะคะ" เจ้าหน้าที่หญิงกองอำนวยการพูดพร้อมกับถอยหลังออกไปสามก้าว เพื่อให้ทั้งคู่เข้ามายืนแทนที่
"โชคดีนะครับหัวหน้าเข็มทิศ" ก้อนหินหันไปยิ้มให้หัวหน้าหน่วยพยาบาล ก็อย่างที่บอก... ผมชินแล้วกับเรื่องแบบนี้ "อย่าลืมของฝากนะครับ รองหัวหน้าไมเคิล" คราวนี้คำพูดทีเล่นทีจริงที่มีชื่อของผมอยู่ในประโยค ทำให้ผมชะงักไป
"นายจะบ้าหรือไง!?" เสียงเอ็ดของคนตัวเล็กด้านหลังก้อนหินดังขึ้น ก่อนที่คนคนนั้นจะหันมายิ้มเจื่อนๆ ให้ผม
"ขอโทษด้วยครับรุ่นพี่ไมเคิล" ดาวเหนือพูดพลางหันไปถลึงตาใส่คนอยากได้ของฝาก
"ไม่เป็นไร จะหาของฝากไว้ให้ก็แล้วกัน" ผมลองตอบแบบทีเล่นทีจริงดูบ้าง ทั้งที่มั่นใจว่าจะหาของฝากไว้ให้หมอนั่นพาลงนรกอเวจีได้มากพอสมควร
"ขอบคุณครับ แล้วผมจะรอ"
คำตอบกับรอยยิ้มมุมปากของก้อนหิน บอกให้ผมรู้ว่าหมอนั่นเข้าใจความหมายแฝงที่ผมต้องการสื่อ ต้องแบบนี้สิ... มันถึงจะสนุก
"เหลืออีก 20 วินาทีนะคะ" เสียงเตือนของเจ้าหน้าที่หญิงกองอำนวยการ เหมือนเป็นสัญญาณการแยกย้าย
"เอ่อ... ขอให้ทุกอย่างราบรื่นนะครับรุ่นพี่ไมเคิล หัวหน้าเข็มทิศ" ยมทูตดาวเหนือพูดขึ้นเป็นคนสุดท้าย ก่อนที่ช่วงเวลาเลิกราของงานเลี้ยงจะเริ่มต้น
"ทันทีที่คุณเข็มทิศกับคุณไมเคิลขึ้นไปยังโลกมนุษย์ พวกคุณจะถูกวาร์ปไปที่ร่างเป้าหมาย ให้ใช้พลังที่เหลืออยู่สร้างวงเวทย์ วิญญาณจะถูกผสานเข้าร่าง หลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะตื่นขึ้นมาในร่างใหม่เมื่อไหร่" เจ้าหน้าที่หญิงคนเดิมอธิบายแบบสรุปย่อแต่ได้ใจความครบถ้วน
...หัวหน้านับเงินก็เคยบอกให้ผมฝึกพูดแบบนี้เหมือนกัน แต่นั่นมันไม่ใช่สไตล์ของผม
"แล้ว... ตอนภารกิจสำเร็จล่ะครับ เราจะออกมาจากร่างยังไง?" หัวหน้าหน่วยพยาบาลถามขึ้น
"ทางเราจะประสานไปเองค่ะ จะทำการส่งดวงวิญญาณขึ้นแทรกซึมแล้วนะคะ กรุณาเตรียมพร้อม... สาม สอง หนึ่ง..."
สิ้นเสียงสัญญาณนับถอยหลัง ผมกับหัวหน้าเข็มทิศก็ถูกวาร์ปจากยมโลกขึ้นมายังโลกมนุษย์ ที่จริงมันก็ไม่ได้แตกต่างจากช่วงเวลาที่ผมวาร์ปขึ้นมารับเหล่าคนชั่วสักเท่าไหร่ เพียงแต่... การตัดสินใจทำในสิ่งที่อยู่นอกเหนือคำสั่งแบบสุดโต่ง มันก็ทำให้ผมอดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้
"นี่สินะ... ร่างใหม่ของผม" ผมยืนมองเจ้าของผิวเข้ม กับใบหน้ารูปสามเหลี่ยมเหมือนปิ๊กกีตาร์ ที่กำลังนอนหลับตาอยู่บนเตียงภายในห้องพักฟื้นโรงพยาบาลที่เต็มไปด้วยสายระโยงระยาง
...วิญญาณของหมอนี่หลุดออกจากร่างหลังเกิดอุบัติเหตุ และหลบหนีไปเหมือนหวาดกลัวบางสิ่งบางอย่างจนไม่กล้ากลับเข้าร่าง
"ขอบใจ... ที่ทิ้งร่างไว้ให้"
วงเวทย์จากพลังที่กองอำนวยการยมโลกเหลือทิ้งไว้ให้ ปรากฏขึ้นล้อมรอบวิญญาณของผมกับร่างเป้าหมาย ผมไม่ได้ถูกยึดพลังยมทูตคืน แต่มีการเพิ่มเงื่อนไขการใช้พลังที่ต้องรอการอนุมัติจากยมโลก
เปล่า... ผมไม่ได้เสียใจหรือรู้สึกอะไรทั้งนั้น เพราะมั่นใจว่าด้วยสมองกับสองมือนี้ เพียงพอจะใช้กำจัดพวกมันให้สูญพันธุ์ไปจากกะลาแลนด์!!
"คุณหมอคะ คนไข้ฟื้นแล้วค่ะ"
เสียงพูดของพยาบาลตรงข้างเตียงดังขึ้นทันทีที่ผมลืมตาตื่น ใช่... นั่นคือภาษาไทย เพราะที่นี่คือโรงพยาบาลใกล้รอยต่อของกะลาแลนด์กับกัมพูชา
"คุณตองเก้า... ได้ยินหมอไหมครับ?"
คราวนี้เป็นเสียงพูดของหมอที่ชะโงกหน้าเข้ามาเรียกผม และแม้จะไม่สบอารมณ์กับชื่อนี้สักเท่าไหร่ แต่ผมก็ทำได้แค่พยักหน้ารับ เพราะหน้ากากออกซิเจนที่ครอบปากกับจมูกอยู่
"คุณประสบอุบัติเหตุแต่รอดมาได้ เดี๋ยวหมอจะตรวจร่างกายคุณแบบละเอียดอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายไม่ต้องห่วงนะครับ นายจ้างของคุณเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด"
สิ่งที่ได้ยินฟังดูเหมือนนายตองเก้าจะมีนายจ้างผู้เปี่ยมล้นด้วยเมตตากรุณาอย่างหาที่เปรียบมิได้ แต่มันจะเป็นอย่างนั้นแน่หรือเปล่า ในเมื่อนายจ้างคนที่ว่าคือตาแก่ซินแสอายุหลายร้อยปี ผู้ก่อตั้งเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่กำลังมองหาร่างใหม่ให้ตัวเองถ่ายโอนวิญญาณ
"คุณเข้าใจภาษาไทยใช่ไหมคะ?" พยาบาลคนเดิมตั้งคำถามกับผม ซึ่งเวลานี้อยู่ในร่างชายชาวกัมพูชาวัย 21 อดีตลูกจ้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่กำลังจะก้าวขึ้นไปเป็นผู้ก่อตั้งหลังพิธีกรรมสลับวิญญาณ
"ครับ" ผมออกเสียงอู้อี้ผ่านหน้ากากออกซิเจนเป็นภาษาไทย อาจดูเหมือนไม่แนบเนียนกับการที่ผมไม่ยอมสวมบทบาทคนกัมพูชา แต่นั่นก็เพราะไม่มีความจำเป็นต้องทำ ในเมื่อผมมาที่นี่เพื่อประกาศสงคราม
"อ๋อ พูดไทยได้ โอเคเลย จะได้สื่อสารกันเข้าใจ"
ท่าทางของหมอกับพยาบาลดูโล่งใจมากขึ้นกว่าตอนที่ผมฟื้นขึ้นมา ผมเองก็โล่งใจเหมือนกันที่การถือกำเนิดในร่างใหม่เป็นไปอย่างง่ายดาย โชคดีที่เจ้าของร่างนี้ไม่ได้นอนรักษาตัวนานจนต้องทำกายภาพบำบัด เหมือนอย่างร่างเป้าหมายของหัวหน้าหน่วยพยาบาล ไม่อย่างงั้นผมคงเสียสติก่อนจะได้ทำตามแผนแน่ๆ
"ทางโรงพยาบาลโทรแจ้งนายจ้างของคุณแล้วนะครับ ผลตรวจร่างกายออกมาปกติ อายุยังน้อยด้วย คงจะฟื้นตัวเร็ว อีกไม่กี่วันน่าจะออกจากโรงพยาบาลได้" หมอเจ้าของไข้คนเดิมสรุปผลหลังการตรวจร่างกายผ่านพ้นไป ไม่แปลกที่ทั้งหมดดำเนินการไปอย่างรวดเร็ว ส่วนการบริการประชาชนต่างด้าวก็น่าประทับใจพอๆ กับคำพูดที่ฟังดูรื่นหู เพราะนี่คือโรงพยาบาลเอกชน
แน่ล่ะ... ยังไงซะตาแก่ซินแสนั่นก็ต้องเลือกฝากร่างใหม่ของตัวเองไว้กับสิ่งที่ดีกว่าอยู่แล้ว ผมเองก็เหมือนกัน เพียงแต่สิ่งที่ดีกว่าในความคิดของผม มันจะต้องเป็นสิ่งที่ผมเลือกด้วยตัวเองเท่านั้น
"ผมจะออกจากโรงพยาบาลทันวันพุธหน้าไหมครับ ถ้าจำไม่ผิด... นายจ้างของผมน่าจะมีงานสำคัญที่มอบหมายให้ผมรับผิดชอบ" ผมใช้ข้อมูลที่ได้รับมาจากกองอำนวยการยมโลกก่อนหน้านี้ ตั้งคำถามกับหมอเจ้าของไข้
ใช่... วันสำคัญที่ว่านั่น ก็คือ วันจัดพิธีกรรมสลับวิญญาณของตาแก่ซินแส ซึ่งต่อให้ผมไม่ฟื้นขึ้นมาในร่างนี้ ร่างของนายตองเก้าก็จะต้องถูกนำออกจากโรงพยาบาลไปเข้าพิธีอยู่ดี
"ทางนายจ้างของคุณแจ้งไว้เหมือนกันครับ คิดว่าน่าจะทันนะครับ เหลืออีกตั้งอาทิตย์ เพียงแต่อย่าพึ่งไปหักโหมใช้งานร่างกายหนักๆ ก็พอครับ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าต้องกลับมานอนโรงพยาบาลอีก"
คำตอบของผู้ชายเสื้อกาวน์ตรงหน้า ทำให้ผมอดยิ้มออกมาไม่ได้
"ขอบคุณครับ"
หัวใจที่ไม่ใช่ของผมเต้นรัวเป็นเสียงกลอง อีก 1 อาทิตย์ พลังยมทูตของผมจะกลับคืนมาอีกครั้ง สำหรับใช้รับมือพิธีกรรมดำมืดของตาแก่นั่น ไม่แน่ว่าวันนั้นวิญญาณของผมอาจถูกดึงกลับไปยังยมโลก แต่ผมจะไม่ยอมให้มันเป็นแบบนั้นเด็ดขาด
...เพราะผมจะทำทุกวิถีทางให้ได้ใช้ชีวิตบนโลกมนุษย์แสนบัดซบใบนี้ต่อ!!
คุณอาจจะชอบ





