
ตำนานตาม่วง
ตอน 3
ห้าปีต่อมา……
ณ พิภพแห่งโลกา ภายในห้องนอนของวังมังกรแห่งทวยเทพ
สายตาของมู่ชิงเกอเหมือนจะเห็นเงาเรือนร่างของบุรุษผู้หนึ่ง บุรุษผู้นั้นกำลังขึ้นคร่อมอยู่ด้านบน ส่วนนางกำลังดิ้นราวกับปลาที่ขาดน้ำอยู่ในอ้อมกอดของบุรุษผู้นั้น
บุรุษผู้นั้นโอบกอดเรือนร่างของนางไว้อย่างทะนุถนอม แล้วก็กำลังมีสัมพันธ์สวาทกับนาง
น้ำเสียงอ่อนโยนอันเปี่ยมความรักของบุรุษผู้นั้นยังดังก้องเข้ามาในหูด้วยว่า “สักวันหนึ่งข้าจะแต่งงานกับเจ้า……”
มู่ชิงเกอที่ได้ยินดังนั้นพยายามเบิกตากว้าง หมายจะมองบุรุษเบื้องหน้าอย่างเต็มสองตา
ผู้ใดจะไปคิดล่ะว่า สิ่งที่นางเห็นจะกลับกลายเป็นใบหน้าอันเย็นชาไร้ปราณีของซวนหยวนหยู
ไปลงนรกเสีย!
มู่ชิงเกอถึงกับสั่นเทาไปทั้งตัว จากนั้นนางก็ลุกขึ้นและยกมือขึ้นมาโดยพลัน
ฟิ้ว!
ลูกศรที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อถูกยิงออกไปในพริบตา มันเจาะทะลุเสาที่อยู่ตรงข้ามนาง แล้วก็ปักคาอยู่ในกำแพงทันที
เวลานี้เบื้องหน้าของมู่ชิงเกอยังคงหลงเหลือร่องรอยของบุรุษเฮงซวยผู้นั้นอยู่เสียที่ไหนกัน?
ยิ่งไปกว่านั้น ดวงตาของนางถูกควักไปนานแล้ว เพื่อปกปิดดวงตาเทียมที่ไร้ประกายเอาไว้ นางจึงสวมหน้ากากเงินลายหงส์ที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษแม้ยามนอนหลับ
ที่แท้ก็เป็นฝันร้ายนี่เอง มู่ชิงเกอถึงกับถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เมื่อนึกถึงดวงตาของตัวเอง นางก็อดนึกถึงอาการบาดเจ็บสาหัสที่ได้รับเมื่อห้าปีก่อนไม่ได้ ซึ่งมันทำให้นางต้องนอนติดเตียงถึงสามปีเต็ม หากมิใช่เพราะโชคดีได้เดินทางไปยังเมืองเชียนจวิ๋น หากมิใช่เพราะนางเองก็มีความเชี่ยวชาญทั้งศาสตร์แพทย์และพิษ ตอนนี้นางอาจจะยังต้องทนทุกข์กับโรคภัยไข้เจ็บอยู่ก็เป็นได้
หลังจากหายดีแล้ว นางก็ได้ไหว้วานให้ผู้คนไปสืบหาข่าวคราวมาจากทั่วทุกสารทิศ แต่กลับพบว่าบุตรของนางได้หายสาบสูญไปแล้ว
ในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้ นางได้สืบหาเบาะแสข่าวคราวของลูกไปพร้อมกับฟื้นฟูความสามารถไปด้วย จนบัดนี้ศาสตร์ตาทิพย์ของนางเริ่มบรรลุระดับต้น ๆ แล้ว แม้ว่ายังไม่อาจมองเห็นได้อย่างชัดเจน แต่ก็สามารถแยกแยะสีสัน แล้วก็รับรู้รายละเอียดของสิ่งของในระดับเบื้องต้นได้บ้างแล้ว
ในแง่ของการบำเพ็ญเพียร มู่ชิงเกอได้บรรลุถึงราชาแห่งวิญญาณขั้นเก้าแล้ว แม้จะอยู่ในพิภพแห่งโลกา นางก็ยังถือเป็นยอดฝีมืออยู่ดี
ข้อควรรู้คือ ในดินแดนชางหลาน ระดับพลังของเหล่าจอมยุทธเรียงจากต่ำไปสูงดังนี้:วิญญาณ นักพรตแห่งวิญาณ นักสื่อวิญญาณ แม่ทัพแห่งวิญญาณ ราชาแห่งวิญญาณ ฮ่องเต้แห่งวิญญาณ กษัตริย์แห่งวิญญาณ จักรพรรดิแห่งวิญญาณและเทพวิญญาณ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสามระดับแรกมักพบได้ในพิภพแห่งนรก เมื่อบรรลุถึงระดับแม่ทัพแห่งวิญญาณจะสามารถออกเดินทางในพิภพแห่งโลกาได้ แต่หากเป็นฮ่องเต้แห่งวิญญาณขึ้นไปแล้ว จะถือว่าเป็นยอดฝีมือระดับเทพปีศาจในพิภพแห่งสวรรค์อย่างแท้จริง!
บัดนี้มู่ชิงเกอแข็งแกร่งกว่าเจ้าของร่างเดิมในตอนแรกถึงสองอาณาจักรแล้ว แม้จะยังไต่เต้าไปไม่ถึงอาณาจักรฮ่องเต้แห่งวิญญาณอย่างที่เคยมีในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด แต่หากจะจัดการกับซวนหยวนหยูและมู่ชิงอวี่หญิงร้ายชายโฉดล่ะก็ แค่อยู่ในระดับแม่ทัพแห่งวิญญาณก็ถือว่ามากเกินพอแล้ว
คราวนี้ที่นางแวะพัก ณ วังหลงหยาน เพราะตั้งใจไว้ว่าจะเดินทางไปยังพิภพแห่งนรกเพื่อเอาดวงตาที่แท้จริงของนางกลับคืนมา...… หากได้ดวงตากลับคืนมา บางทีอาจช่วยให้ตามหาเบาะแสของลูกชายได้ง่ายขึ้นก็ได้
เมื่อพิจารณาจากความเข้มของแสง มู่ชิงเกอรับรู้ได้ว่ายังอยู่ในราตรีอันมืดมิด ฉะนั้นนางจึงเตรียมตัวนอนต่ออีกสักพัก
ติดตรงที่เมื่อครู่นี้นางเสียงดังเกินไป จึงทำให้เด็กหญิงที่กำลังนอนหลับอยู่ข้าง ๆ นางสะดุ้งตื่น
เด็กหญิงแต่งตัวเสมือนกับเด็กชาย ดูแล้วน่าจะอายุประมาณสี่ถึงห้าขวบ ผิวขาวเปลงปลั่งอมชมพู ใบหน้ากลมป้อมน่ารัก ดวงตากลมโตสดใสที่เปล่งประกายราวกับสายน้ำในทะเลสาบต้องแสงดาวทั้งลุ่มลึกและบริสุทธิ์ในเวลาเดียวกัน
เวลานี้เด็กหญิงกำลังขยี้ตาไปมาอย่างสะลึมสะลือ พร้อมทั้งใช้มือเล็ก ๆ ขาว ๆ ป้อม ๆ ลูบหลังมู่ชิงเกอไปมา
“ท่านแม่ ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัวนะเจ้าคะ...… เป่าเอ๋อร์จะปกป้องท่านเอง!”
น้ำเสียงอันนุ่มนวลอ่อนหวานของเด็กหญิงเปรียบเสมือนกระแสน้ำอันอบอุ่นที่ไหลรินเข้าสู่หัวใจของมู่ชิงเกอ ส่งผลให้คิ้วที่ขมวดมุ่นของนางผ่อนคลายลงโดยพลัน อีกทั้งยังทำให้มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอันอ่อนโยนโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย
หลายปีที่ผ่านมานี้ โชคยังดีที่มีเป่าเอ๋อร์
นับตั้งแต่เดินได้ เป่าเอ๋อร์ก็พยายามดูแลนางอย่างเต็มที่ ทั้งคอยเป็นสายตาให้นาง แล้วก็ไม่เคยหนีห่างไปจากนางเลย
เพื่อความปลอดภัยในการท่องยุทธภพ นางจึงปลอมกายตัวเองกับเป่าเอ๋อร์เป็นบุรุษเพศ ซึ่งเป่าเอ๋อร์ก็ไม่เคยบ่นเลยสักครั้ง นับเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้นางอบอุ่นใจในหลายปีที่ผ่านมานี้เลยก็ว่าได้
คุณอาจจะชอบ





