
สร้างชีวิตพิชิตฝันหนูน้อยนำโชคในยุค70
ตอน 3
บทที่ 3 จุดจบอันน่าเศร้าของทั้งครอบครัว (1)
“แม่คะ น้องจะไม่เป็นอะไรใช่มั้ยคะ?”
“แล้วเรื่องคุณย่า...” หลินเสี่ยวจือจับมือหลินเสี่ยวเย่ไว้แน่นในขณะที่ยืนเฝ้าข้างเตียงผู้ป่วย เธอเอ่ยถามขึ้นผ่านน้ำเสียงเป็นห่วงกังวล
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่สองพี่น้องจะรู้สึกวิตกกังวลถึงเพียงนี้ เพราะนางโจวซื่อที่พวกเธอทั้งสองเรียกขานว่า ‘คุณย่า’ นั้น เป็นที่เลื่องลือไปไกลถึงหมู่บ้านใกล้เคียงหลายแห่งในเรื่องความชั่วร้ายเกินมนุษย์ของเธอ
ทั้งที่ฐานะทางการเงินของครอบครัวก็ใช่ว่าจะยากจนข้นแค้นอะไรนัก แต่พวกเธอกลับต้องกินข้าวต้มมันเทศและผักดองเป็นอาหารหลักแทบทุกมื้อ สำหรับพวกเธอสี่แม่ลูกนั้น ไข่ไก่เพียงฟองเดียวก็นับว่าเป็นของเลิศหรูมากแล้ว
งานบ้านทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องซักผ้าหรือทำอาหาร ก็ล้วนโยนให้หลานสาวทั้งสองทำหมด
แต่ถึงแม้จะทำงานหนักขนาดนั้น คนเป็นย่าก็ยังคอยหาเรื่องดุด่าหรือทุบตีหลานๆได้เสมอ
“ไม่ต้องห่วงไปนะจ๊ะ คุณหมอบอกว่าน้องพ้นขีดอันตรายแล้วล่ะ นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอีกไม่กี่วันก็ดีขึ้นแล้วจ้ะ”
“ส่วนเรื่องของคุณย่า ไว้แม่จะไปคุยกับพ่อ อธิบายเรื่องราวทุกอย่างให้พ่อฟังอย่างกระจ่างเองนะจ๊ะ”
เมื่อพูดถึงหลินเจียง จางอวิ๋นม่านชักเริ่มรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา แม้เธอจะบอกกับลูกๆทั้งสองด้วยน้ำเสียงหนักแน่นขนาดนั้นก็ตาม แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความสับสน เพราะก่อนหน้านี้ เธอเพิ่งได้ยินเสียงในหัวของหลินเสี่ยวอวี่ที่บอกว่า พ่อนี่แหละคือต้นตอปัญหาของเรื่องราวทั้งหมด หัวใจของเธอรู้สึกเสมือนถูกบีบรัดหดเกร็ง แต่กระนั้น กลับปราศจากสุ้มเสียงอธิบายความใดๆเพิ่มเติมจากหลินเสี่ยวอวี่อีก!
ทันทีที่ได้ยินผู้เป็นแม่เอ่ยถึงพ่อขึ้นมา ใบหน้าของหลินเสี่ยวจือและหลินเสี่ยวเย่ก็เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นดีใจ ดวงตาทั้งคู่เป็นประกายด้วยความรู้สึกยกย่องและชื่นชมผู้เป็นพ่ออย่างสุดซึ้ง
“จริงด้วยค่ะ ไปหาพ่อกัน พ่อจะต้องช่วยน้องได้แน่ๆ”
ทั้งหมู่บ้านมีใครเล่าจะไม่รู้บ้างว่า หลินเจียงลูกชายคนรองของตระกูลหลินและจางอวิ๋นม่านนั้น เป็นคู่สามีภรรยาที่รักใคร่กลมเกลียวกันมากเพียงใด มิหนำซ้ำเขายังรักลูกสาวทั้งสามอย่างสุดหัวใจด้วย
ทุกครั้งที่หลินเจียงกลับจากโรงงาน ก็มักจะหอบหิ้วของฝากมากมายติดไม้ติดมือมาให้ลูกสาวเสมอ เรียกได้ว่าไม่เคยขาด
【ห๊ะ? จะไปหาพ่อนี่นะ? ไอ้คนชาติหมาแบบนั้น ทั้งโกหกตอแหล คนที่เลวที่สุดก็คือมันนั่นล่ะ เพราะมันเองก็รู้เรื่องแผนการชั่วของพี่ชายมันทั้งหมด แต่กลับแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อะไรเลยนี่สิ!】
【ไปหามันแล้วจะได้อะไรขึ้นมา? คนบัดซบพรรค์นั้น ตอนนี้ก็คงอยู่บ้านเลขที่ 212 ถนนตงเหอกับเมียน้อยแล้วก็ลูกชายของมันนั่นล่ะ วันนี้ตอนนี้...มันก็คงจะกำลังฉลองวันเกิดครบรอบสามขวบให้ลูกชายของเมียน้อยมันอยู่!】
【แม่นะแม่ ผู้หญิงอะไรถึงได้น่าสงสารขนาดนี้ จวบจนกระทั่งวันที่ตัวเองสิ้นใจตาย ก็ยังไม่รู้ความจริงเรื่องนี้เลย!】
เสียงของหลินเสี่ยวอวี่ที่ดังผ่านความคิด ประกอบกับร่องรอยความสะเทือนใจปนน้ำเสียงคล้ายสะอื้นเล็กๆ ดังกึกก้องกังวานอยู่ในหัวของจางอวิ๋นม่าน
ถนนตงเหอ? บ้านเลขที่ 212?
เมียน้อย? แล้วก็ลูกชายงั้นเหรอ?
ในขณะที่ลูกสาวตัวน้อยของเธอเกือบจะถูกคนเป็นย่าอุดปากอุดจมูกจนเกือบขาดอากาศหายใจตาย แต่เวลาเดียวกัน สามีที่เธอรักและไว้ใจที่สุด กลับกำลังฉลองวันเกิดอยู่กับลูกชายของผู้หญิงอีกคนงั้นเหรอ? นี่เขานอกใจเธอจริงๆเหรอ?
เรื่องแบบนี้...เรื่องแบบนี้มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน?
จางอวิ๋นม่านกำมือทั้งสองบีบแน่น ความคิดในหัวปั่นป่วนยุ่งเหยิงไปหมด
ใจหนึ่ง เธอเชื่อว่าสามีของเธอไม่มีทางที่จะหักหลังกันแบบนี้แน่นอน แต่อีกใจหนึ่งเธอก็กลับคิดว่า แล้วลูกของเธอจะโกหกหลอกลวงเธอไปเพื่ออะไร?
“เสี่ยวจือ เสี่ยวเย่จ๊ะ พอดีแม่มีธุระเร่งด่วนต้องออกไปทำ แม่ฝากพวกเธอสองคนดูแลน้องไปก่อนนะ ถ้าหิวก็ไปหาซื้ออะไรมากินได้เลย ไม่ต้องช่วยแม่ประหยัดหรอก”
พูดจบ จางอวิ๋นม่านก็ยัดเงินให้กับลูกสาวคนละสิบหยวน จากนั้น เธอก็ตัดสินใจได้ในทันทีอย่างไม่มีลังเล ว่าจะต้องไปสืบหาความจริงทุกอย่างที่ถนนตงเหอด้วยตัวเอง
แม้ว่าสองพี่น้องจะไม่รู้ว่าแม่ของพวกเธอกำลังจะไปทำอะไร แต่พินิจจากสีหน้าที่ฉายปรากฏให้เห็น ทั้งคู่ก็พอจะคาดเดาได้ว่าคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ
ระหว่างทาง จางอวิ๋นม่านได้สอบถามเส้นทางจากผู้คนที่สัญจรไปมา จนกระทั่งไปถึงบ้านเลขที่ 212 ถนนตงเหอได้ในที่สุด แต่เมื่อไปถึงเธอกลับพบว่าประตูบ้านนั้นปิดสนิท แต่ด้วยความรู้สึกไม่ยอมแพ้ที่ครอบงำจิตใจ จางอวิ๋นม่านจึงได้ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวว่า ตราบใดที่ยังไม่ได้คำตอบตนจะไม่มีวันไปไหนทั้งนั้น!
จางอวิ๋นม่านเหลียวมองไปตามทิศทางเสียงที่ดังแว่วมา และได้พบกับกลุ่มหญิงสูงอายุสองสามคนที่กำลังนั่งพักอยู่ใต้ร่มไม้ริมทาง ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากจุดที่เธอยืนอยู่มากนัก
“คุณยายคะ พอจะทราบมั้ยคะว่าเจ้าของบ้านเลขที่ 212 ไปไหน? พอดีคุณแม่ของเธอล้มป่วยหนักน่ะค่ะ ญาติของเธอก็เลยวานให้ฉันมาช่วยแจ้งข่าว บอกให้เธอกลับบ้านด่วนค่ะ”
จางอวิ๋นม่านแสร้งปั้นสีหน้าดูเป็นกังวลอย่างมากขณะพูดกับกลุ่มหญิงสูงวัยเหล่านั้น
“อ๋อ ใจเย็นๆนะแม่หนูให้ยายคิดก่อน อย่าเร่งรัดยายมาก ขอยายคิดก่อนนะ อืม...บ้านเลขที่ 212 น่ะเหรอ?”
“บ้านเลขที่ 212? นั่นมันบ้านของหลี่ลี่เมิ่งไม่ใช่เหรอ?”
“ใช่ๆ ใช่แล้วล่ะ บ้านแม่หนูลี่เมิ่ง เธอบอกกับฉันว่า วันนี้เธอจะไปฉลองวันเกิดกับสามีและลูกที่ร้านอาหารรัฐนะ ถ้าจำไม่ผิด”
“ใช่ๆ! ตอนฉันออกจากบ้านช่วงเก้าโมงกว่า ๆ ยังเห็นลี่เมิ่งออกไปพร้อมกับสามีแล้วก็ลูกเลย”
กลุ่มหญิงสูงอายุหันไปพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ ทำให้ข้อมูลที่จางอวิ๋นม่านอยากรู้หลุดออกมาทั้งหมดอย่างง่ายดาย
หัวใจของจางอวิ๋นม่านตกวูบไปถึงตาตุ่มทันที แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ ถามต่อพร้อมด้วยความหวังอันลิบลี่ที่แทบมองไม่เห็น น้ำเสียงของเธอแผ่วเบาและเค้นผ่านลำคอออกมาอย่างยากลำบาก…
“แล้วพอจะทราบมั้ยคะว่าสามีของลี่เมิ่งชื่ออะไร”
“ฉันรู้ๆ ดูเหมือนจะชื่อหลินเจียงนะ ได้ยินว่าทำงานอยู่ที่โรงงานเหล็กในเมืองด้วย”
“โอ้โห พูดถึงโจโฉ โจโฉก็ปรากฏ ดูนั่นสิ นั่นมันลี่เมิ่งกับสามีของเธอไม่ใช่เหรอ?”
จางอวิ๋นม่านเงยหน้าขึ้นมองทันที ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือชายหญิงคู่หนึ่ง ที่ดูเหมือนเป็นคู่สามีภรรยาที่รักใคร่กลมเกลียวกันมาก ทั้งสองเดินจูงมือกันพร้อมกับพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนิทสนม ผู้หญิงข้างกายเขาดัดผมเป็นลอนสวยงาม สวมเสื้อผ้าทำจากเนื้อโพลีเอสเตอร์ที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในตอนนี้
ในอ้อมแขนของผู้ชายยังมีเด็กชายตัวเล็กอายุราวสามขวบได้ เด็กชายคนนั้นหน้าตาละม้ายคล้ายหลินเจียงสามีของเธอมากถึงเจ็ดแปดส่วน
ภาพที่เห็นตรงหน้า หากผู้ชายไม่ใช่หลินเจียงสามีที่เธอรักและไว้ใจที่สุดแล้วล่ะก็ จางอวิ๋นม่านก็คงเผลอหลุดปากชมเช่นกันว่า “ช่างเป็นครอบครัวที่มีอบอุ่นกลมเกลียวดีจริงๆ”
ความจริงปรากฏประจักษ์ชัดแจ้งอยู่ตรงหน้า ต่อให้จางอวิ๋นม่านจะไม่อยากเชื่อสักเพียงใด แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไปเช่นกัน
ดวงตาคู่นั้นของจางอวิ๋นม่านแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ เธอสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามอย่างที่สุดหวังเพื่อสะกดกลั้นอาการสั่นสะท้านภายในใจเอาไว้
นี่คือผู้ชายที่เธอรักที่สุด นี่คือคนที่เธอไว้ใจมากที่สุด...
เมื่อหลายปีก่อน พ่อแม่ของจางอวิ๋นม่านคัดค้านชนิดหัวชนฝา ไม่ยอมให้ลูกสาวแต่งงานกับหลินเจียงไม่ว่ากรณีใดทั้งสิ้น เหตุเพราะพวกท่านทั้งสองเห็นว่าหลินเจียงเป็นคนที่ไม่น่าไว้ใจ และเขาไม่ใช่ผู้ชายที่จะสามารถฝากฝังชีวิตด้วยได้ แต่จางอวิ๋นม่านกลับยืนกรานเด็ดเดี่ยว เพราะถูกความเอาใจใส่และคำพูดหวานหูที่หลินเจียงมอบให้ตลอดเกือบหนึ่งปีเต็มจนทั้งรักทั้งหลงเต็มเปา โน้มน้าวสารพัดวิธีจนเธอใจอ่อนและยอมแต่งงานกับเขาในท้ายที่สุด พ่อแม่ของจางอวิ๋นม่านจนปัญญาจะห้ามปรามลูกสาวได้แล้ว ก็ได้แต่ต้องจำใจยอมรับ
พ่อและแม่ของจางอวิ๋นม่านต่างเป็นปัญญาชนระดับสูง ทั้งคู่ทำงานสอนหนังสือและมีลูกศิษย์ลูกหามากมายอยู่ทั่วทุกหนแห่ง แม้พวกท่านจะมองว่าหลินเจียงเป็นคนไม่น่าไว้ใจ แต่เพราะเห็นแก่ความสุขของลูกสาว จึงได้ยอมอาศัยเส้นสายของตนช่วยให้ลูกสาวได้ทำงานรับตำแหน่งที่โรงงานเหล็ก
แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่า ตอนนั้นจางอวิ๋นม่านจะถูกความรักครอบงำจนทำให้ดวงตามืดบอด ถึงขนาดแอบโอนสิทธิ์การงานที่พ่อแม่สู้อุตส่าห์ใช้เส้นสายหามาแทบตาย มอบให้แก่หลินเจียงไปทำแทน เรื่องนี้ทำให้จางอวิ๋นม่านมีปากเสียงกับครอบครัวเข้าขั้นรุนแรง ถึงขนาดเกือบตัดขาดความสัมพันธ์กับพ่อแม่ตัวเองเลยทีเดียว
ต่อมา เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมือง ส่งผลให้พ่อแม่ของจางอวิ๋นม่านถูกใส่ร้ายและโดนส่งตัวไปใช้แรงงานเพื่อปรับทัศนคติ ทั้งสองคนเลือกที่จะไปโดยไม่บอกกล่าวจางอวิ๋นม่านแม้สักคำเพียว ถึงเรื่องสถานที่ที่พวกเขาถูกส่งตัวไป เพราะกลัวว่าอาจจะทำให้ลูกสาวต้องเดือดร้อนไปด้วย
ส่วนหลินเจียงนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกผู้คนรอบข้างตำหนิเอาได้ จึงเอ่ยปากหนักกำชับจางอวิ๋นม่านครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ให้เธอพูดถึงพ่อแม่ของตัวเองเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น มิเช่นนั้นอาจนำภัยมาสู่ทุกคนในครอบครัวได้
จางอวิ๋นม่านผู้ซึ่งหลงรักหลินเจียงจนไม่ลืมหูลืมตา ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอต้องอยู่ที่บ้านของหลินเจียง คอยปรนนิบัติดูแลพ่อแม่สามี ทำงานบ้านสารพัดอย่าง ใครๆแถวนั้นต่างก็พูดชมเป็นเสียงเดียวกันว่า หลินเจียงนั้นช่างมีบุญมากจริงๆที่ได้เมียแสนดีถึงเพียงนี้
แม้ว่าจะถูกแม่สามีพูดจาถากถางดูแคลนหรือแสดงท่าทีเย็นชาใส่เพียงใด แต่ด้วยคำพูดปลอบโยนและความเอาใจใส่ของหลินเจียง ก็ทำให้จางอวิ๋นม่านไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตของเธอนั้นเลวร้ายเลยแม้แต่น้อย
แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่า ทุกสิ่งที่เธอเชื่อมั่นมาโดยตลอด ที่แท้ล้วนเป็นการหลอกลวงทั้งสิ้น!!!
จางอวิ๋นม่านได้แต่ยืนโทษตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ทำไมตัวเองถึงได้โง่งมงายขนาดนี้!
อารมณ์โกรธแค้นที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่ตอนนี้ ทำให้เธอแทบอยากจะลงมือฆ่าคนสองคนตรงหน้าที่ไม่ต่างอะไรจาก ‘หมาตัวผู้กับตัวเมีย’ ให้ตายๆไปซะ แต่เมื่อนึกถึงหน้าลูกสาวทั้งสามคนของตัวเองขึ้นมา เธอจึงค่อยสามารถสงบสติอารมณ์ลงได้ในเวลาต่อมา
ดวงตาคู่แดงก่ำดุจเลือดของจางอวิ๋นม่าน ทอประกายฉายอารมณ์ความคลุ้มคลั่งสุดน่าสะพรึงกลัวออกมาวูบหนึ่ง พร้อมกับก้มหน้าลงพึมพำกับตัวเองเบาๆ
“ฆ่าพวกแกให้ตายมันง่ายเกินไป ฉันจะทำให้พวกแกสองตัวต้องอับอายขายขี้หน้าไปยันโคตรเหง้า! ต้องกลายมาเป็นหนูโสโครกน่ารังเกียจที่ใครๆพบเห็นต่างต้องชี้ประจานไล่ตีให้ตาย!”
คุณอาจจะชอบ





