ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย Into the Nightmare สู่แดนฝันร้าย

Into the Nightmare สู่แดนฝันร้าย

วิญญาณของแจ็ค เวลลิงตันหลุดเข้าสู่โลกฝันร้ายหลังอุบัติเหตุประหลาด พร้อมรับพลังพิเศษและภารกิจเสี่ยงตายที่ยากจะเอาชนะ เพื่อหาทางกลับสู่โลกเดิม เขาต้องเผชิญหน้ากับความชั่วร้ายที่ซ่อนเร้นในสังคม โดยเริ่มจากการต่อกรกับฆาตกรวิปริตผู้ดัดแปลงสิ่งมีชีวิตเข้ากับจักรกล แจ็คจำเป็นต้องเร่งพัฒนาความแข็งแกร่งเพื่อความอยู่รอด ทว่าอุปสรรคสำคัญคือพลังที่เขาได้รับมานั้นกลับไม่สามารถใช้ทำร้ายใครได้เลย เขาจะเอาชีวิตรอดจากดินแดนสยองขวัญแห่งนี้ได้อย่างไร
ตอน
แชร์

ตอน 3

“แจ็ค วันนี้ก็อยู่ดึกอีกหรือ” เสียงหวาน ๆ คุ้นหูดังขึ้น ดึงความสนใจจากชายวัย 33 จากหน้าจอโน้ตบุ๊ค

เขาเงยหน้าหันไปพบกับหญิงสาวหน้าตาสะสวย ดวงตากลมโต ปากนิดจมูกหน่อย แก้มสีชมพูระเรื่อแต่งแต้มเครื่องสำอางบางเบา ด้วยสีผิวสว่าง ดวงหน้าเรียวรวมถึงริมฝีปากอิ่มสีพีชฉ่ำทำให้หล่อนดูไม่ต่างจากเน็ตไอดอลยุคปัจจุบันยังไงยังงั้น ทว่าแจ็คก็รู้ดีว่าหล่อนหาใช่คนเด่นคนดังจากอินเตอร์เน็ตอย่างใด นั่นก็เพราะสถานที่ที่หล่อนเป็นประหนึ่งนางพญานั้นได้แก่บริษัทที่เขาทำงานอยู่ตอนนี้นั่นเอง

เฟลิซิตี้ ฟอกซ์... แค่คิดถึงชื่อเสียงเรียงนามก็ทำเอาใจสั่นได้แล้ว

“ก็... นิดหน่อยน่ะ ...คือ จริง ๆ ก็กำลังจะกลับแล้วละ” แจ็คตอบ การถูกนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นจับจ้องตรง ๆ เช่นนี้สร้างความว้าวุ่นให้เขาไม่น้อย ไหนจะกลิ่นมะลิผสมวานิลลาที่โอบล้อมอยู่นั่นอีก ราวกับการทำงานทั้งวันไม่ได้ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อหล่อนเลยสักนิด จู่ ๆ เขาก็อดรู้สึกอับอายไม่ได้ที่ตัวเขานั้นเต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่อจากช่วง 11 โมงที่ต้องวิ่งตากแดดไปซื้อของกินตอนพักกลางวันให้หัวหน้า

ให้ตายสิ เขาไม่เคยมั่นใจในตัวเองต่อหน้าเฟลิซิตี้เลยสักครั้ง อันที่จริงก็ผู้หญิงในบริษัททั้งหมดนั่นแหละ เขารู้ดีว่าตนเป็นคนเหงื่อออกง่ายมาก ยิ่งตื่นเต้นก็ยิ่งเลวร้าย แล้วยังมีลักษณะที่ใครต่อใครต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ‘เห่ย’ ‘ไร้รสนิยม’ ขนาดสูททำงานเขายังสวมแล้วออกมาดูย้วย ๆ หลวมโพรกเลย ตั้งแต่ตอนเรียนมหาลัยแล้วที่แจ็คคอยหากางเกงคับ ๆ มาสวมแบบเพื่อน ๆ ทว่าเอาเข้าจริงเหมือนทรงขาของเขาจะไม่เหมาะกับอะไรแบบนั้น เพราะนอกจากจะใส่ไม่สบายแล้ว มันยังดูแย่กว่ากางเกงหลวม ๆ เสียอีก

“ว่าแต่...” เช่นเดียวกับทุกครั้งที่มีโอกาสได้พูดคุยกับเฟลิซิตี้(ซึ่งแม้จะน้อยนิดก็ตาม) แจ็คก็จะดึงความกล้าทั้งหมดในตัวออกมาพยายามชวนเธอไปดื่มกาแฟที่คาเฟ่ใต้อาคารด้วยกันสักครั้ง

ถึงอย่างนั้น...

“แจ๊คจ๋า ฉันมีเรื่องอยากขอร้องสักหน่อยน่ะ” หญิงสาวพูดเสียงออดอ้อน มือเอื้อมข้ามฉากกันคอกที่นั่งทำงานของพนักงานออฟฟิศระดับล่างมาลูบไล้ต้นแขนเขา “พอดีวันนี้ป้าของฉันไม่สบาย เมื่อกี๊เพิ่งโทรมาว่าเข้าแอดมิทโรงพยาบาลไปแล้ว”

“อ๊ะ อ๋อ ...แย่จังเลย คุณป้าเป็นอะไรมากไหมครับ” แจ็คชะงัก พอคาดเดาบทสนทนาต่อไปได้

“ไม่เป็นไรมากหรอกจ้ะ” เฟลิซิตี้โบกมือราวกับเรื่องที่เพิ่งพูดมานั้นไม่ได้ร้ายแรงอะไรนัก “ถึงมือหมอก็น่าจะโอเคแล้วละ เพียงแต่ฉันน่ะสิ วันนี้ไม่น่าจะไปเยี่ยมคุณป้าทันแน่เลย”

“ทำไมหรือครับ” ทั้งที่รู้ดีว่าไม่ควรต่อบทสนทนานี้ กระนั้นเขาก็ไม่สามารถยั้งปากตัวเองทัน ยิ่งเป็นหล่อนก็เรียกว่าเป็นไปไม่ได้เลย

“คือ... ก็งานส่วนของวันนี้น่ะสิ หัวหน้าให้มาซะเยอะเลย จะเอาให้ได้ในวันนี้ แต่ดูยังไงก็ไม่น่าจะเสร็จทันแน่ ๆ ” หญิงสาวเล่า “ฉันเป็นห่วงคุณป้ามาก ๆ พอได้ยินข่าวปุ๊บก็ไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรสักอย่าง คิดอย่างเดียวแค่ว่าอยากจะตรงไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลทันที ได้เห็นคุณป้าปลอดภัยดีด้วยตาตัวเอง”

แจ็คอ้าปากทว่าไม่มีเสียงใดออกมา รู้ดีว่าคราวนี้ควรต้องปฏิเสธหล่อนให้จงได้ด้วยคืนนี้ตัวเขาเองก็ติดธุระเช่นกัน

สามชั่วโมงต่อมา แจ็คยังคงนั่งอยู่ที่นั่น ภายในออฟฟิศชั้น 7 ร้างคนไปตั้งแต่สองชั่วโมงก่อนแล้ว เขาเงยหน้ามองนาฬิกาบนผนังทั้งที่จริง ๆ ก็สามารถดูทางสมาร์ทโฟนที่ใช้สำหรับทดสอบแอพพลิเคชั่นในมือก็ได้ สี่ทุ่มเจ็ดนาที เขาถอนหายใจ หมดกันนัดหมายของเขา แจ็คลุกจากที่นั่งหลังจากตรวจสอบว่าได้ส่งอีเมลแจ้งผลการทดสอบไปยังหัวหน้าแล้วเรียบร้อย

หัวหน้าของเฟลิซิตี้...

คำนี้ทิ้งรสชาติขมฝาดในลำคอ ทั้งหมดนี่ไม่ใช่งานของเขาด้วยซ้ำ แจ็ครู้ว่ามันคืองานของหล่อนที่ดองไว้ทั้งอาทิตย์เพื่อหาเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายสักคน ซึ่งคน ๆ นั้นดันซวยมาเป็นเขานั่นเอง

ความจริงต่อให้ไม่มีหลักฐาน แจ็คก็รู้ดีแก่ใจว่ามันไม่มีหรอก คุณป้าล่องหนอะไรนั่น เฟลิซิตี้ใช้ข้ออ้างนั้นกับไอ้หนุ่มอ้วนแผนกบัญชีไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน(เขาบังเอิญผ่านไปเจอพอดี) ประเด็นก็คือ เขาไม่คาดคิดว่าจะเจอข้ออ้างเดียวกันแถมยังพลาดตกหลุมทั้งที่รู้ชัด ๆ ด้วยซ้ำว่าเป็นแผนการ กรณีนี้ต้องบอกว่าเป็นการตั้งใจกระโดดลงไปเลยต่างหากล่ะ

แต่สิ่งเลวร้ายที่สุดในประสบการณ์ครั้งนี้ได้แก่การที่เขาได้ยินกับหูตัวเองเลยว่า เขาเป็นแค่ไอ้เห่ยหน้าโง่สักคนที่หล่อนสามารถหลอกสำเร็จ ถูกแล้ว ไอ้ป้าเข้าโรงพยาบาลนั่นก็แค่เรื่องที่กุขึ้นมาเพื่อไว้โยนงานให้ไอ้โง่บัดซบอย่างเขาเท่านั้น จากนั้นหล่อนกับเพื่อนสารเลวก็จะไปสนุกกับปาร์ตี้คืนวันศุกร์ที่ผับไหนสักผับ ตอนที่แจ็คได้ยินหล่อนหัวเราะคิกคักกับเพื่อนผู้หญิงอีกสองคนของหล่อน(ที่นิสัยโขกกันมาพิมพ์เดียวเป๊ะ ๆ )ในห้องครัวก่อนจะนวยนาดออกจากออฟฟิศไป เขาที่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟก็ตั้งใจจะทิ้งงานแล้วหนีไปเช่นกัน กระนั้นความรับผิดชอบที่มีมากเกินไปทำให้เขาไม่อาจทำเช่นนั้นได้ เขาคิด(เอาเองว่า)งานทุกชิ้นล้วนมีความสำคัญ และการที่มันถูกทิ้งไว้จนเกินเส้นตายก็อาจก่อความเสียหายให้กับบริษัทได้ไม่มากก็น้อย

สุดท้ายเขาเลยต้องนั่งปั่นงานจนเสร็จอยู่คนเดียวนี่แหละ ...บัดซบ

แจ็คกล้ำกลืนความโกรธเกรี้ยวกลับลงไป มาโวยวายเอาป่านนี้ก็สายไปเสียแล้ว ที่ทำได้ก็แค่ก้มหน้ายอมรับผลของการตัดสินใจโง่ ๆ ครั้งนี้ไปซะ และที่น่าเจ็บใจคืออะไรรู้ไหม เขาคิดว่าต่อให้คราวหน้าเฟลิซิตี้เข้าหาเขาด้วยข้ออ้างไม่น่าเชื่อเช่นนี้ ปากเจ้ากรรมของเขาก็คงยังตอบตกลงหล่อนอีกอยู่ดี

แจ็คเดินไปยังแผงสวิตช์ไฟหน้าห้องน้ำ แต่มือยังไม่ทันสัมผัสสักปุ่ม จู่ ๆ ไฟบริเวณเหนือที่นั่งของเขาก็กะพริบครั้งหนึ่งและดับไป

โซนออฟฟิศทั้งชั้นยกเว้นบริเวณโถงหน้าลิฟท์ตกอยู่ในความมืดในทันใด นี่เป็นปัญหาที่มีเพียงพนักงานชั้นผู้น้อยจำนวนไม่มากนักที่จะรู้ ได้แก่ตำแหน่งของสวิตช์ไฟทั้งชั้นแทนที่จะอยู่ในจุดสะดวกสบายสำหรับคนที่มาถึงออฟฟิศตอนเช้าตรู่หรือกลับช้าเป็นคนสุดท้ายอย่างตรงโถงทางเข้าหลังออกจากลิฟท์ กลับกลายเป็นว่าพวกมันดันอยู่ในส่วนที่ไกลจากทางออกที่สุดแทน ซึ่งก็หมายความว่าหลังจากปิดไฟแล้ว เขาจะต้องเดินฝ่าความมืดโดยอาศัยแสงไฟอีกด้านของโซนออฟฟิศเพื่อไปยังลิฟท์นั่นเอง

เพียงทว่าครั้งนี้เขายังไม่ทันได้ ‘ปิด’ ไฟจริง ๆ เสียด้วยซ้ำ แจ็คชะงักตอนที่แสงสีแดงของไฟสำรองซึ่งก็ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่สว่างขึ้นพร้อมเสียงดังตึง เขามั่นใจว่านี่ไม่ใช่สถานการณ์ไฟดับตามปกติเนื่องจากดวงไฟหน้าประตูลิฟท์ยังคงปกติอยู่ แต่ขณะที่เขากำลังแปลกใจอยู่นั่นเอง หลอดไฟที่ดับสนิทก็พร้อมใจกันติดขึ้นมาอีกครั้ง

“อะไรกัน แค่ไฟตกงั้นหรือ” เขาพูดกับตัวเอง

ตอนที่ยกมือขึ้นจะกดปิดไฟเป็นครั้งที่สอง ฉับพลันไฟโซนออฟฟิศก็ชิงดับเสียก่อน

คราวนี้แจ็คเห็นใครบางคนยืนอยู่กลางโซนที่นั่งซึ่งอาบไล้ด้วยแสงสีแดงหม่น เงาดำทะมึนคล้ายปกคลุมด้วยกลุ่มหมอก โครงร่างของมันมีลักษณะของมนุษย์ทว่าส่วนสูงกับแขนขาล้วนไม่สัมพันธ์กัน แขนลีบผอมคู่นั้นยาวถึงหน้าแข้ง ซึ่งเมื่อรวมกับนิ้วยาวราวกิ่งไม้แล้วก็แทบทำให้สัมผัสถึงพื้นได้เลยทีเดียว

ด้วยความตกใจ แจ็คที่แข้งขาแข็งได้แต่ยืนทื่อกดสวิตช์รัว ๆ โดยสัญชาตญาณ ไฟที่กลับมาสว่างเพียงชั่วคราวแสดงให้เห็นชั้นทำงานที่ว่างเปล่า ทว่าทันทีที่ความมืดสลัวสีแดงกลับคืนมาแม้จะเพียงชั่ววินาทีกลับเปิดเผยร่างลี้ลับของผู้มาเยือนที่ไม่อาจบอกได้ว่าเป็นความจริงหรือแค่จินตนาการจากความหวาดกลัวกันแน่

ที่สำคัญเจ้าเงานั่นยังขยับใกล้เข้ามาหาเขาทุกครั้งที่ไฟดับอีกด้วย!

ดูต่อเลย!
เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้น! ไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
ค้นหา “96GDS” บน moboreader เพื่ออ่านหนังสือฉับเต็ม
คัดลอกรหัสและค้นหาในแอป Moboreader เพื่ออ่านต่อ
96GDS
คัดลอก
เปิดเว็บไซต์ทางการ

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย อะไรนะ! เจ้าอยากเป็นเซียนอย่างงั้นเหรอ!?
9.6
เสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นดังกึกก้องไปทั่วสวรรค์ เมื่อชายหนุ่มผู้หนึ่งตั้งคำถามกับโชคชะตาว่าเหตุใดความปรารถนาที่จะเป็นเซียนของเขาถึงถูกกีดกันอย่างโหดร้าย ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยจิตสังหารอันรุนแรง เขายืนหยัดอย่างไม่เกรงกลัวขณะแหงนหน้าเผชิญหน้ากับเงาลึกลับทั้งเก้าที่คอยขัดขวางเส้นทางสู่ความเป็นอมตะ การต่อสู้เพื่อพิสูจน์เจตนารมณ์ท่ามกลางอุปสรรคจากเบื้องบนจึงเริ่มต้นขึ้นในมหากาพย์แห่งการล้างแค้นและการฝึกตน
หน้าปกนวนิยาย One night คืนนั้นฉันต้องการแค่ลูก
8.9
กลิ่นชวาลอบวางแผนมีสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนกับวาดิมเพราะต้องการเพียงทายาทเพื่อหนีปัญหาครอบครัว แต่ความจริงกลับพลิกผันเมื่อพบว่าพ่อของลูกคือหัวหน้ามาเฟียค้าอาวุธผู้ทรงอิทธิพลจากรัสเซีย วาดิมมองว่าเด็กในครรภ์คือจุดอ่อนที่เป็นอันตรายต่อชีวิตเขา จึงบีบบังคับให้เธอทำลายเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง ท่ามกลางการเผชิญหน้าที่มีชีวิตเป็นเดิมพัน กลิ่นชวาต้องใช้ความกล้าหาญเข้าสู้เพื่อปกป้องลูกน้อยให้รอดพ้นจากเงื้อมมือมาเฟียใจเย็นที่ไร้ความเมตตาและพร้อมจะกำจัดทุกอย่างที่ขวางทางเขา
หน้าปกนวนิยาย ตัดบัวไม่ให้เหลือใย ตัดใจไม่ให้เหลือรัก
8.7
เมื่อการเลือกคู่ครองผิดพลาดกลายเป็นตราบาปที่ทำลายทั้งชีวิต นางจึงต้องเผชิญกับความสูญเสียอันแสนสาหัสเกินกว่าจะทานทนได้ ในฐานะเจ้าเมืองผู้ทรงเกียรติ เขากลับเลือกปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัดจนสามารถปกป้องผู้คนได้มากมายมหาศาล ทว่าเขากลับละเลยชีวิตของนางและคนในครอบครัวไปอย่างเลือดเย็น ทิ้งให้นางต้องสูญเสียลูกรักไปอย่างไม่มีวันกลับ พร้อมกับความพลัดพรากจากพ่อแม่และพี่ชายที่ไม่อาจหวนคืน ความเจ็บปวดครั้งนี้คือบทเรียนที่แลกมาด้วยชีวิตและหัวใจที่แตกสลายจนยากจะประสานคืน
หน้าปกนวนิยาย สาวน้ำพริก
9.7
ณ ลานประหาร วาระสุดท้ายของอาเรียเต็มไปด้วยความน่าสมเพช เรือนผมสีทองและนัยน์ตาสีมรกตที่เคยงดงามถูกทำลายจนยับเยินด้วยน้ำมืออันโหดเหี้ยมของเคน ความทรมานทวีความรุนแรงเมื่อเกลือถูกสาดลงบนบาดแผลจากลิ้นที่ถูกตัดขาด ทำให้เธอไร้หนทางที่จะเอ่ยปากสารภาพความผิดใดๆ หญิงสาวผู้สิ้นหวังทำได้เพียงหลับตายอมรับจุดจบที่กำลังคืบคลานเข้ามา ทว่าก่อนลมหายใจจะรวยริน สตรีผู้บริสุทธิ์ซึ่งเคยตกเป็นเหยื่อการกลั่นแกล้งของเธอได้ก้าวออกมา เพื่อมอบคำอำลาครั้งสุดท้ายให้แก่นางมารร้ายที่กำลังจะแตกดับ
หน้าปกนวนิยาย กลายเป็นแม่เลี้ยงเลวที่มีลูกเลี้ยงสี่คน
6.8
หลังถูกวางยาจนสิ้นใจ ฉือเยว่นักฆ่ามือฉกาจได้ตื่นขึ้นมาในร่างแม่เลี้ยงใจร้ายที่มีลูกติดถึงสี่คน ตอนแรกเธอคิดจะหนีจากความวุ่นวาย ทว่าความกตัญญูของเด็กๆ ที่ช่วยทำงานบ้านและหาอาหารมาให้ กลับทำให้หัวใจที่เย็นชาของเธอหลอมละลาย เธอจึงตัดสินใจทิ้งอดีตและหันมาเป็นชาวบ้านธรรมดา โดยงัดเอาทักษะต่อสู้มาใช้ล่าสัตว์และงมไข่มุกเพื่อสร้างฐานะให้มั่นคง แต่ขณะที่ครอบครัวกำลังมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น บุรุษปริศนากลับปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน นำพาความวุ่นวายครั้งใหม่มาสู่ชีวิตที่เธอเพิ่งสร้างขึ้น
หน้าปกนวนิยาย แก้วอสุรา (ภาคแรกของ เสน่หากุมภัณฑ์)
9.7
วิรัลย์ ราชกุมารผู้ถูกเมินแห่งเวรุฬา หวังสร้างชื่อจากการนำทัพทำศึก แต่กลับพ่ายแพ้ต่อไอศูรย์ จอมทัพผู้เกรียงไกรแห่งแคว้นปรมะอย่างราบคาบ แทนที่จะถูกประหาร เขากลับถูกขอตัวเป็นรางวัลแห่งชัยชนะด้วยรูปโฉมที่งดงามต้องตา แม้ไอศูรย์จะเพียรเกี้ยวพาราสีเพียงใด วิรัลย์ก็พร้อมปลิดชีพตนเองดีกว่าต้องอัปยศเพราะถูกขืนใจ จอมทัพอสุราจึงต้องเปลี่ยนจากการใช้กำลังมาเป็นเล่ห์กลเพื่อล่อลวงหัวใจยักษาผู้เย่อหยิ่งให้ยอมศิโรราบในศึกรักครั้งนี้