
ฮูหยินของข้า แซ่บไม่เบา
ตอน 3
รูม่านตาของโจรหดตัวลงอย่างฉับพลัน
ก่อนที่เขาจะทันได้ตอบสนองอะไรกลับมา ซูชิงซวู่ก็เริ่มนับขึ้นมาแล้ว “หนึ่ง”
“ถ้าเจ้าปล่อยข้าไป ข้าจะบอก”
เหงื่อเม็ดใหญ่ขนาดเท่าเมล็ดถั่วไหลลงมาตามแก้มของโจร แต่เขาก็ยังคงมีความหวังอยู่
เขาคิดว่าต่อให้ซูชิงซวู่จะอยากถามให้ได้ว่าใครคือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง แต่นางก็คงไม่ถึงขั้นที่ฆ่าเขาได้หรอก
เมื่อเห็นเช่นนี้ ซูชิงซวู่ก็หัวเราะเยาะออกมาและพูดต่อว่า “สอง”
“ฉึบ”
มีดถูกฟันลงมาตามเสียงของนาง
ตัดคอโจรเข้าอย่างจัง
เขาเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ปากก็ยังคงพึมพำออกมาว่า “เจ้าบอกว่า...... จะนับถึงสาม.....”
“ในเมื่อเจ้าไม่ยอมบอก แล้วเหตุใดข้าถึงต้องเสียเวลาด้วยเล่า?”
นางดึงมีดกลับมา การเคลื่อนไหวของนางคล่องแคล่วและดูช่ำชองอย่างยิ่ง
เอื้อก
เสียงเสี่ยวอู๋กลืนน้ำลายดังขึ้นมา
“ฆ่าเขาทิ้งเช่นนี้ แล้วเจ้าจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าใครคิดจะปองร้ายเจ้า?”
ทันใดนั้น มีเสียงของบุรุษผู้หนึ่งก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง
ซูชิงซวู่หันกลับไปด้วยความระแวดระวัง แล้วนางก็เห็นใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับเทพประทานของใครคนหนึ่ง
บุรุษผู้นี้มีใบหน้าหล่อเหลาและมีกิริยาท่าทางที่สง่างามอย่างยิ่ง แต่น่าเสียดายที่ขาทั้งสองข้างของเขาเหมือนจะมีความผิดปกติ เพราะเขานั่งอยู่บนรถเข็น
นางรีบรื้อฟื้นในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมทันที จากนั้นไม่นานนางก็เจอข้อมูลที่เกี่ยวกับบุรุษที่อยู่ตรงหน้านาง
เขาคือเผ่ยเสวียนจู ผู้สำเร็จราชการแทนฮ่องเต้ น้องชายของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน สมญานามเดิมที่ได้รับการพระราชทานคือ ‘จิ้น’ ต่อมาเนื่องจากเขามีคุณงามความดีด้านการรบ ฮ่องเต้องค์ก่อนจึงได้แต่งตั้งให้เขาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนฮ่องเต้ เพื่อคอยช่วยเหลือฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน อย่างไรก็ตามในสายตาของเหล่าขุนนางและประชาชน เขาก็เป็นคนทรยศที่ควบคุมทั้งราชสำนักและกองทัพอยู่ดี จะบอกว่าชื่อเสียงของเขาเสื่อมเสียไปแล้วก็ว่าได้
หลังจากนั้นไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เขาดันถูกวางยาพิษที่แปลกประหลาดเข้า ขาทั้งสองข้างของเขาจึงพิการ เพราะเหตุนี้เขาจึงแทบจะไม่เคยให้ความสนใจเรื่องราวของในราชสำนักอีกเลย
ซูชิงซวู่ไม่คาดคิดเลยว่าจะได้เจอกับเขา
โดยปกตินางก็มีความชอบในด้านทหารอยู่แล้ว จากในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม นางก็รู้ได้ว่าบุรุษผู้นี้คือวีรบุรุษที่ไปอยู่ที่ชายแดนเพื่อปกป้องดินแดนให้กับราชวงศ์ แล้วก็ยังยึดดินแดนที่สูญเสียไปคืนกลับมาได้อีกด้วย ทำให้เขามีคุณงามความดีด้านการรบที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง
หลังจากรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาในตอนแรก ไม่นานนางก็กลับมาเย็นชาอีกครั้ง
“คนที่คิดจะปองร้ายข้าก็มิเว้นแต่คนพวกนั้นแหละ ในเมื่อมิรู้ว่าเป็นใคร เช่นนั้นก็ไล่คิดบัญชีไปทีละคนเลยก็สิ้นเรื่อง”
น้ำเสียงของนางฟังดูสบาย ๆ และไม่ได้เก็บซ่อนเจตนาฆ่าเอาไว้แต่อย่างใด
เสี่ยวอู๋ตัวสั่นระริก ไม่สามารถที่จะตัดสินสตรีจากรูปลักษณ์ได้เลยจริง ๆ ใครจะไปคิดเล่าว่าหญิงสาวที่ภายนอกดูบอบบาง ลับหลังจะสามารถฆ่าคนได้อย่างเลือดเย็น
บังเอิญว่าเวลานี้มีเสียงกีบม้าดังมาจากระยะไกลพอดี
นางจึงขมวดคิ้วเล็กน้อย คนพวกนี้มาเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือนี่
แต่นางยังไม่ทันได้จัดการกับศพเลย อีกอย่างการกระทำทุกอย่างของนางเมื่อกี้นี้ก็ถูกบุคคลที่อยู่ตรงหน้าเห็นในทุกรายละเอียดไปแล้วด้วย
เจ้าของร่างเดิมเป็นคนที่ชีวิตไร้ซึ่งจุดหมายปลายทาง หากอยู่ในเมืองจิง จำเป็นที่จะต้องมีคนมีอำนาจคอยคุ้มกัน....... แล้วหลาย ๆ เรื่องก็จะได้จัดการได้อย่างง่ายดาย
ซูชิงซวู่มีแผนการในใจแล้ว ทันใดนั้นนางก็เงยหน้าไปมองเผ่ยเสวียนจูและพูดว่า “ท่านอ๋องจิ้น สนพระทัยที่จะร่วมมือกับหม่อมฉันหรือไม่เพคะ?”
เผ่ยเสวียนจูเคาะนิ้วที่เรียวยาวของเขาลงบนรถเข็นเบา ๆ และพูดว่า “เจ้ามีข้อดีอันใดหรือ?”
สายตาของซูชิงซวู่จ้องมองไปที่ขาของเป้ยเสวียนชู่ จากนั้นนางก็พูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้มว่า “หม่อมฉันสามารถรักษาขาของท่านได้เพคะ”
ทันทีที่นางพูดจบ ใบหน้าของเสี่ยวอู๋ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็เปลี่ยนไปทันที
เขามองไปที่ซูชิงซวู่ด้วยความระแวดระวัง แววตาแสดงอาการโกรธออกมาเล็กน้อย
แววตาของเผ่ยเสวียนจูก็มืดมนลงด้วยเช่นกัน เขาสูญเสียความสนใจไปทันที
เดิมทีเขาคิดว่าก็ดูน่าสนใจอยู่หรอก แต่ที่แท้ก็เป็นแค่แผนการที่จงใจให้เกิดขึ้น
ไม่รู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังของนาง สรุปแล้วคือเสด็จพี่ตัวดีของเขา หรือว่าเป็นหลาน ๆ ตัวดีพวกนั้นกันแน่
ซูชิงซวู่ไม่ได้พูดจาไร้สาระแต่อย่างใด คนนอกต่างก็รู้กันดีว่านางเป็นสายลับระดับแนวหน้าของโลก แต่มีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าครั้งหนึ่งนางเคยเรียนแพทย์กับหมอผีมาก่อน ตอนที่นางเห็นขาของเผ่ยเสวียนจูในครั้งแรก นางก็พอจะคาดเดาอะไรบางอย่างได้ในทันที
เมื่อเห็นว่าเผ่ยเสวียนจูเอาแต่เงียบ
ซูชิงซวู่ก็เดาได้ว่าอีกฝ่ายต้องไม่ไว้ใจนางเป็นแน่
นางจึงพูดออกไปตรง ๆ เลยว่า “ถ้าหม่อมฉันเดาไม่ผิดล่ะก็ ขาของท่านอ๋องน่าจะเกิดจากพิษเย็นเป็นแน่ ทุกคืนจะมีอาการเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ราวกับโดนแมลงนับพันตัวกัดใช่หรือไม่เพคะ?”
“บังอาจ!”
เมื่อเห็นเช่นนี้ เสี่ยวอู๋ก็ต่อว่าขึ้นมาด้วยน้ำเสียงดุดันทันที
เมื่อเห็นว่าเผ่ยเสวียนจูไม่เชื่อ นางก็ครุ่นคิดอยู่สักพัก จากนั้นก็เดินไปข้างหน้า แล้วก็เอามือวางลงบนชีพจรของเผ่ยเสวียนจู
อากาศร้อนถึงเพียงนี้ แต่มือของเผ่ยเสวียนจูกลับเย็นเข้ากระดูกเสียอย่างนั้น
คุณอาจจะชอบ





