
พรหมลายรัก
ตอน 3
พรหมลายรัก
บทที่ 2.....ทำงานร่วมกัน
ราวกับถูกแกล้งเพราะหลังจากได้รับคำสั่งจากท่านประธาน ศศิปิลันธ์ก็ต้องเก็บข้าวของจากโต๊ะทำงานของตัวเองและเริ่มที่จะเรียนรู้งานในทันที งานของเลขาต้องรู้แม้กระทั่งการชงกาแฟให้เขาด้วย
“คุณเตชน์ชอบกาแฟดำ น้ำตาลแค่ช้อนเดียวเป็นน้ำตาลอ้อยธรรมชาติหรือไม่ก็น้ำผึ้ง น้ำตาลทรายคุณเตชน์ไม่ชอบถ้าจะสั่งกาแฟให้ท่านก็ต้องเป็นเอสเปรสโซเท่านั้นนะจ๊ะ คุณเตชน์ไม่ชอบของที่มีรสเปรี้ยวและไม่กินพวกผลไม้หมักดอง อย่าเผลอเอาให้เชียวจะโดนดุเอา” ธัญญาบอกรายละเอียดให้หญิงสาวรับรู้
“ค่ะ”
“เรื่องเอกสารก่อนที่จะเอาเข้าไปให้เซ็นต้องตรวจสอบทุกอย่างให้เรียบร้อย เปิดหน้าที่ต้องการจะให้เขาอ่านรอไว้เลยก็ดี”
“ค่ะ”
“ส่วนเรื่องนัดหมาย น้องลันธ์ต้องทวนตารางนัดและรายงานตารางนัดกับคุณเตชน์ทุกวัน คนที่ไม่ได้นัดล่วงหน้าต้องถามคุณเขาก่อนว่าจะพบไหม ส่วนเรื่องสาวๆ” ธัญญาพูดแล้วหยุด
“สาวๆทำไมเหรอคะพี่ญา”
“ก็ไม่มีอะไรมากค่ะ น้องลันธ์อาจจะต้องจัดการเรื่องคิวให้พวกเธอ คุณเตชน์เป็นคนเสน่ห์แรงดังนั้นมีผู้หญิงเข้าหาหลายคน แต่มีคนเดียวที่คุณเตชน์ไปไหนมาไหนด้วยบ่อยๆเธอชื่อว่าคุณเมราค่ะ”
“คนรักคุณเตชน์หรือคะ” ศศิปิลันธ์ถามต่อ ผู้ชายปากร้ายแบบนั้นมีคนรักกับเขาด้วยเหรอ
“จะเรียกว่าคนรักก็ไม่ถูกเพราะคุณเมเธอไม่ยอมตกลงเป็นแฟนคุณเตชน์เสียที เหมือนเป็นเพื่อนที่รู้ใจกันมากกว่า คุณเมเธอน่ารักถ้าได้เจอน้องลันธ์จะชอบ” ศศิปิลันธ์พยักหน้ารับรู้แล้วเริ่มเรียนรู้งานของตัวเองต่อ เธอต้องทำให้ดีที่สุด จะให้เขาคนนั้นมาว่าเสียๆหายๆไม่ได้ คำพูดของนมสองที่บอกให้เธอพิสูจน์ตัวเองให้อีกฝ่ายเห็นยังดังก้องอยู่ในหู
หลังจากที่ธัญญาลาคลอดศศิปิลันธ์ก็เข้ามาเป็นเลขานุการเต็มตัว การทำงานกับเตชน์ไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ก็ไม่ได้ง่ายเช่นกัน ถึงเขาจะเป็นเจ้านายที่ค่อนข้างจะเรื่องมากและชอบแขวะเธอบ่อยๆ พอเมื่อมาทำงานร่วมกันหญิงสาวก็ชื่นชมในความเก่งของอีกฝ่าย ผู้ชายคนนี้เป็นคนรอบครอบ มองการตลาดขาด และเป็นผู้บริหารที่มีความสามารถมากคนหนึ่ง สามารถทำให้องค์กรพัฒนาแบบก้าวกระโดดจนได้รับตำแหน่งผู้บริหารดีเด่นหลายสมัย
“คุณเตชน์อยู่ไหม” หญิงสาวหุ่นนาฬิกาทรายเจ้าของใบหน้าสวยจัดเอ่ยถาม ท่าทางของผู้หญิงคนนี้หยิ่งพอตัวเลยทีเดียว
“นัดไว้หรือเปล่าคะ” ศศิปิลันธ์เอ่ยถามด้วยความสุภาพ
“ไม่ได้นัดแต่ฉันต้องการจะพบเขา”
“ขอทราบชื่อกับนามสกุลด้วยค่ะ”
“เธอมาทำงานแทนแม่เลขาที่ชื่อธัญญาสินะถึงไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร”
“ค่ะ”
“ฉันชื่อรัศมี ชื่อนี้คุณเตชน์รู้จักดี สำหรับฉันสามารถพบเขาได้ทันที พูดจบสาวสวยก็เดินตรงเข้าไปในห้องทำงานของเป้าหมายเลย ศศิปิลันธ์จะห้ามก็ห้ามไม่ทันเพราะไม่คิดว่าไม่มีใครกล้าทำแบบนี้ เตชน์ละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วหันมามองคนที่เปิดประตูห้องทำงานเข้ามาโดยไม่เคาะด้วยสายตาไม่พอใจ จากนั้นเหลือบตาไปมองศศิปิลันธ์ที่ตามหลังมาอย่างตำหนิ
“คุณหมี”
“ใช่ค่ะ หมีเองคิดถึงคุณจัง” สาวสวยพูดพร้อมทั้งเดินไปนั่งตักของอีกฝ่ายหน้าตาเฉย เธอก้มลงหอมแก้มของเขาทั้งสองข้าง แล้วส่งยิ้มให้ด้วยสายตาที่ยั่วยวน เตชน์ดันรัศมีออกห่างจากตัวและลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
“คุณไม่ได้นัดไว้”
“ก็คิดถึงนี่คะเลยตรงมาหา”
“แล้วเลขาของผมไม่ได้บอกเหรอว่าผมทำงานอยู่และไม่ชอบให้ให้ใครเข้ามารบกวนเวลาทำงาน” เขาถามเสียงเข้ม ทำเอาหญิงสาวที่ชื่อรัศมีหน้าเจื่อนไปเล็กน้อย สายตาคมเหลือบไปมองเลขาคนใหม่เชิงตำหนิจนหญิงสาวต้องหลบตา
“ไม่ได้บอกหรือไงว่าฉันไม่รับแขกที่ไม่ได้นัดไว้” เตชน์ถามเสียงเข้ม
“ยังไม่ทันบอกค่ะ” ศศิปิลันธ์ตอบเสียงเบา และหลบสายตาเมื่อรู้ตัวว่าผิด หญิงสาวทำท่าจะเดินออกจากห้องเพราะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน
“อยู่ที่นี่ ไม่ต้องไปไหน เรามีเรื่องต้องคุยกัน” คำสั่งของผู้เป็นเจ้านายทำให้ศศิปิลันธ์จำต้องอยู่ในห้องทำงานของเขาต่อแบบเลี่ยงไม่ได้
“โธ่ เตชน์คะมันเรื่องเล็กมากเลยนะทำไมต้องทำหน้าดุด้วย” รัศมีพูดพลางยิ้มประจบแต่อีกฝ่ายไม่ยิ้มด้วย
“มันไม่ใช่เรื่องเล็ก และการมาขอพบโดยที่ไม่ได้นัดไว้ก็เป็นเรื่องที่ไม่สมควรเหมือนกัน ผมคิดว่าไม่มีอะไรที่จะต้องคุยกับคุณแล้วนะ” ชายหนุ่มพูดหน้านิ่งทำเอาสาวสวยถึงกับไปไม่เป็น เธอกับเขามีความสัมพันธ์กันในช่วงเวลาสั้นๆ เพราะตกลงกันไว้ว่าแค่สนุกเท่านั้น แต่กลายเป็นว่าเธอเองติดใจเขาและอยากจะใกล้ชิดมากขึ้น
“ทำไมพูดจาห่างเหินกันแบบนี้คะ”
“เราไม่ได้สนิทกันนี่ครับ”
“แต่”
“ผมคิดว่าเราพูดกันรู้เรื่องแล้ว คนอย่างผมพูดคำไหนคำนั้น จบคือจบ” เขาย้ำอีกครั้ง คำพูดที่ดูเย็นชาของเขาทำให้ศศิปิลันธ์รู้สึกสงสารผู้หญิงที่ชื่อรัศมีขึ้นมาทันที ผู้ชายอะไรใจร้ายจัง
“เตชน์คะ”
“อย่าให้ผมต้องพูดอะไรที่จะสร้างความสะเทือนใจให้คุณเลยนะ และอย่าทำแบบนี้อีก ผมไม่ชอบ เอาหล่ะคุณกลับไปได้แล้ว” เขาออกปากไล่ จากนั้นก็หันมาออกคำสั่งกับศศิปิลันธ์ที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักต่อ “ไปส่งคุณรัศมีที่ลิฟท์ ส่งเสร็จแล้วเข้ามาที่นี่ เรามีเรื่องต้องคุยกัน”
“ค่ะ” ศศิปิลันธ์รับคำ และทำตามคำสั่งโดยดี
“เจ้านายของเธอเย็นชาเป็นที่สุดแต่เพราะแบบนี้แหละเขาถึงได้น่าสนใจ และฉันก็ชอบความท้าทาย แต่วันนี้เขาทำฉันโกรธ” รัศมีบอกหญิงสาวในขณะที่เดินมาด้วยกันฟัง
“ค่ะ” ศศิปิลันธ์ตอบรับด้วยความสงบเมื่อส่งสาวสวยเสร็จแล้วเธอก็พาตัวเองมาหยุดที่หน้าประตูห้องทำงานของผู้เป็นเจ้านาย สีหน้าไม่ดีนักไม่รู้ว่าเข้าไปแล้วต้องเจอคำพูดร้ายๆอะไรบ้าง เธอต้องสูดหายใจเข้าปอดลึกๆเพื่อเรียกพลังให้ตัวเองจากนั้นก็เคาะประตูสองสามทีและเดินเข้าไปในห้อง
“รู้ตัวใช่ไหมว่าทำอะไรผิด”
“ค่ะ”
“ก็ดีที่รู้ตัว คราวหน้าอย่างให้มีเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก ถ้ามีคนมาหาหากฉันไม่ได้นัดก็เข้ามาถามก่อน อย่าปล่อยให้มีใครเข้ามาในห้องทำงานของฉันแบบวันนี้อีกเป็นครั้งที่สองเข้าใจไหม”
“ค่ะ”
“ดี”
“ถ้าไม่มีอะไรแล้วดิฉันขอตัวกลับไปทำงานนะคะ” ศศิปิลันธ์บอก เธออยากจะออกไปจากห้องนี้เต็มที่เพราะรู้สึกอึดอัดกับสายตาของอีกฝ่าย
“เย็นนี้กลับบ้านด้วยกัน”
“คะ” หญิงสาวมองคนพูดด้วยความแปลกใจ
“ฉันบอกว่าวันนี้ให้กลับบ้านด้วยกัน” เขาออกคำสั่งเป็นคำสั่งที่ทำให้คนฟังแปลกใจเพราะส่วนมากเตชน์จะพักที่คอนโดและจะกลับเข้าบ้านอาทิตย์ละสองครั้งคือวันเสาร์อาทิตย์ แต่วันนี้เป็นวันอังคารเขาน่าจะอยู่คอนโดสิ
“กลับบ้านหรือคะ”
“ใช่”
“ปกติวันธรรมดาแบบนี้คุณจะอยู่คอนโด”
“นี่แม่คุณ ฉันเป็นเจ้าของบ้านจะกลับบ้านวันไหนเมื่อไหร่มันก็เรื่องของฉันไหม” เขาพูดและมองเธอด้วยสายตาตำหนิ เธอเกลียดสายตาของเขาจริงๆ ตาคมๆที่ชอบมองจับผิดของเตชน์คือสิ่งที่เธอเกลียดที่สุด
“คือวันนี้ดิฉันมีนัดไปซื้อของกับเพื่อนค่ะ” หญิงสาวให้เหตุผล
“คงจะเป็นชายคนรัก เห็นเงียบๆแบบนี้ไวไฟไม่เบาเลยนะ” เขาต่อว่าเมื่อถูกปฏิเสธ
“อะไรที่เรียกว่าไวไฟคะ แค่การไปซื้อของที่ตลาดคือไวไฟแล้วเหรอคะ” หญิงสาวถามกลับเสียงเรียบแต่แววตาไม่ยอมแพ้ บางทีการยอมมากเกินไปก็ไม่ใช่ทางที่ดี ตอนนี้เธอโตแล้วดังนั้นจะยอมให้เขาข่มบ่อยๆคงไม่ดีนัก
“เพื่อนหรือคนรักล่ะ”
“ถ้าดิฉันพูดว่าเพื่อนก็คือเพื่อนจริงๆค่ะ ไม่มีความรู้สึกแบบชายหญิงเข้ามาเกี่ยวข้อง อีกอย่างผู้ชายกับผู้หญิงเป็นเพื่อนกันมันเป็นเรื่องธรรมดา มีแต่คนที่ชอบคิดอกุศลเท่านั้นที่มองเป็นเรื่องอย่างว่าไปเสียหมด” เตชน์เม้มเมื่อถูกย้อน ศศิปิลันธ์ไม่ได้ใช้น้ำเสียงก้าวร้าวอะไรเลยเธอพูดเรียบๆแต่สามารถสร้างความไม่พอใจได้เต็มร้อย
“ปากดี เถียงทำไม่ตกฟาก”
“ดิฉันแค่อธิบายให้คุณเตชน์เข้าใจค่ะ”
“จะคบหาใครฉันไม่ว่าหรอก แต่ขอเตือนเอาไว้สักหน่อยว่าอย่าทำตัวเฟิร์สจัดจนเกินไป มันจะดูไร้ค่า” เขาพูดกระแทกต่อ
“ค่ะ แต่อยากจะบอกว่าเพื่อนคนนี้เป็นผู้หญิงค่ะ ไม่ใช่ผู้ชาย คุณเตชน์คงสบายใจแล้วนะคะ”
“ไม่จำเป็นต้องบอก ฉันไม่ได้อยากรู้ เอาหล่ะ จะไปไหนก็ไป” หนุ่มใหญ่เอ่ยปากไล่ หญิงสาวมองสบตาเขาเล็กน้อยจากนั้นก็เดินออกจากห้องทำงานของเขาปล่อยให้คนตัวใหญ่มองตามไปด้วยสายตาดุๆ
“หึ” เตชน์ทำเสียงในลำคอ
เตชน์มองหญิงสาวที่เดินถือข้าวของเต็มไม้เต็มมือไปหมดจากมุมหนึ่งของบ้าน เขากลับมาถึงบ้านนานแล้ว และเข้าไปพูดคุยกับนมสองอยู่พักจึงกลับมาตึกใหญ่ พร้อมทั้งแอบเฝ้ารออยู่ว่าศศิปิลันธ์จะกลับมาเมื่อไหร่ หญิงสาวไม่เดินกลับเข้าตึกใหญ่ทันที แต่เธอเดินไปที่ตึกเล็กเพื่อไปหานมสองก่อน เมื่อก้าวเข้ามาในตัวบ้านก็พบว่าเตชน์นั่งจิบไวน์อยู่ที่โถงกลางบ้านที่ทางผ่อนคลาย
“กลับมาเร็วกว่าที่คิด”
“ค่ะ”
“เดี๋ยวไปหาอะไรให้ฉันกินหน่อย” เขาออกคำสั่ง
“อะไรนะคะ”
“ฉันคิดว่าพูดชัดเจนแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวดิฉันไปเอากับข้าวที่เรือนเล็กมาให้นะคะ วันนี้ป้าละม่อมทำอาหารไว้หลายอย่างเลย” หญิงสาวบอกวันนี้ละม่อมแม่บ้านทำอาหารไว้หลายอย่างเลยทีเดียว อาหารที่นางละม่อมทำนั้นก็รสชาติดีเสียจนเธอต้องเติมข้าวเกือบทุกครั้ง
“ฉันไม่ได้อยากกินอาหารที่เรือนเล็ก แต่สั่งให้เธอทำให้กิน” เตชน์ย้ำอีกครั้งทำเอาศศิปิลันธ์แปลกใจ ร้อยวันพันปีแทบจะไม่อยากเจอหน้ากัน แต่อยู่ๆวันนี้กลับอยากให้ทำอาหารให้กินเสียอย่างนั้น
“ค่ะ”
“รู้แล้วก็ไปสิ จะมามองอยู่ทำไม” ศศิปิลันธ์มองหน้าคนที่ออกคำสั่งเล็กน้อยก่อนที่จะเดินเข้าไปในครัวเพื่อทำตามความต้องการของท่านเจ้าของบ้านอย่างเสียมิได้
ข้าวผัดกุ้งที่ถูกนำมาวางไว้ให้ตรงหน้าทำให้เตชน์รู้สึกพอใจ ความจริงเขาก็ไม่ได้หวังว่าหญิงสาวจะทำอาหารหรูหรามาให้หรอก ที่ให้ทำก็เพราะว่านมสองคุยนักคุยหน้าว่าท่านถ่ายทอดวิชาการบ้านการเรือนให้ศศิปิลันธ์มาจนแทบหมด และหญิงสาวก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลยอยากจะลองดูว่าที่นมสองพูดอวดนั้นจริงหรือไม่เท่านั้นเอง
“รสชาติใช้ได้ แต่ตอนเย็นฉันไม่กินของหนักท้องแบบนี้ ครั้งนี้จะไม่ว่าอะไรเพราะเธอทำให้เป็นครั้งแรก”
“ครั้งแรกหรือคะ”
“ใช่ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ถ้ามีครั้งต่อไปขออะไรที่มันเบาๆ พวกสลัดผัก หรือไม่ก็พวกสเต็กปลาอะไรทำนองนั้นจะดีกว่า”
“หมายความว่าคุณเตชน์จะให้ดิฉันทำอาหารอีกหรือคะ” หญิงสาวถามเพื่อให้แน่ใจ
“ใช่” เขาตอบสั้นๆและรับประทานอาหารตรงหน้าต่อโดยไม่สนใจเธออีก ศศิปิลันธ์อยากจะเดินหนีไปเสียให้พ้นๆ การอยู่ใกล้เขาทำให้รู้สึกราวกับว่าจะขาดอากาศหายใจ เธอเกลียดสายตาที่ชอบมองกันแบบดูแคลนและไม่ชอบไอ้น้ำเสียงที่ติดจะหยิ่ง อวดดี แถมยังชอบทำท่าทะนงตัวเองของอีกฝ่ายเลย .
คุณอาจจะชอบ





