
พระสนมขั้นผินผู้นั้นคือฮูหยินประมุขวังโอสถ
ตอน 3
บทที่ 3
สตรีบรรณาการ
เช้าวันใหม่ในห้องพักโรงเตี๊ยมเอ้อฝูสดชื่นยิ่งนัก ต่างกับตำหนักจิ้ง อันที่ยามนี้นางกำนัลรับใช้พากันวิ่งวุ่น
หนึ่งวันผ่านไปครบพอดี ผู้เป็นเจ้าของตำหนักกับนางกำนัลคนสนิทหายตัวไปไร้ร่องรอย เรื่องนี้จะเป็นไปได้อย่างไร แต่เป็นไปแล้ว!
เจินจื่ออีพระสนมขั้นผินผู้ไม่สลักสำคัญอันใด นางเป็นเพียงสตรีมาจากต่างแคว้น ที่สำคัญคือหนึ่งปีที่นางอยู่ในวัง เยี่ยหลานเฉิงฮ่องเต้ไม่เคยเรียกตัวเข้าเฝ้า แม้เป็นเช่นนั้นแต่ไม่ได้หมายความว่าพระสนมทั้งคนจะหายตัวไปไร้ร่องรอยได้
“คนทั้งคนหายไปไร้ร่องรอยเช่นนี้ได้อย่างไร จะอย่างไรเจินผินก็นับเป็นพระสนมของฝ่าบาท พวกเจ้ารับใช้เจ้านายอย่างไรกันถึงได้ปล่อยให้คนหายไปเช่นนี้ หากข้าทูลฝ่าบาทออกไป ชีวิตพวกเจ้ายังจะต้องรักษาไว้อยู่อีกหรือ”
น้ำเสียงหวานหูของเจาเฟยเอ่ยปากตำหนินางกำนัลรับใช้ตำหนักจิ้งอัน กว่าเรื่องเจินผินกับนางกำนัลคนสนิทหายตัวไปรู้ถึงหูเจาเฟยก็ล่วงเข้ายามเช้าของอีกวัน สายตาเจาเฟยกวาดมอง ข้ารับใช้พวกนี้ยังสมควรรักษาชีวิตไว้อีกหรือ
“ทูลเจาเฟย พวกหม่อมฉันไม่รู้เรื่องแม้แต่น้อยเพคะ”
“จริงเพคะ พวกหม่อมฉันเปลี่ยนเวรพอดีเพคะ พอรู้ว่าเจินผินหายตัวไปก็รีบรายงานเจาเฟยทันทีเพคะ”
“ยังกล้าพูดอีก!”
ฝ่ามือเจาเฟยตบโต๊ะเสียงดัง วังหลังแคว้นเยี่ยไร้ซึ่งนางพญาตัวจริงอย่างฮองเฮา หากแต่สตรีที่ได้รับพระเมตตาดูแลจัดการหกตำหนักในก็คือเจาเฟยสกุลเจาผู้นี้
มายามนี้พระสนมปลายแถวกับนางกำนัลหายตัวไปกลับสร้างความกดดันใหญ่หลวงให้เจาเฟย หากนางไม่มีคำตอบที่น่าพอใจให้ฝ่าบาท วันหน้าตำแหน่งฮองเฮาเคียงข้างฮ่องเต้นางยังจะคู่ควรอยู่อีกหรือ
“เจี่ยงกงกงสืบมาได้ความหรือไม่”
ขันทีคนสนิทเจาเฟยกลับส่ายหน้าแทนคำตอบ นางกำนัลรับใช้ลามไปถึงองครักษ์ตำหนักจิ้งอันล้วนไม่รู้เห็นเรื่องเจินผินหายตัวไป
“คนทั้งคนจะหายไปราวกับควันเช่นนี้ได้อย่างไร ในเมื่อพวกเจ้าไม่พูดเช่นนั้นข้าจำต้องทูลฝ่าบาทให้ทรงทราบ”
เจาเฟยถอนหายใจ
“เจี่ยงกงกงให้คนไปตำหนักเฉียนคังสักรอบ หากฝ่าบาทออกว่าราชการเสร็จสิ้นข้าจะได้ไปรอเข้าเฝ้า”
“พ่ะย่ะค่ะเจาเฟย”
ช่วงเวลาเดียวกันในห้องทรงพระอักษรตำหนักเฉียนคัง เยี่ยหลานเฉิงฮ่องเต้จ่อจดหมายลับในมือเข้ากับเตาไฟด้านข้าง เขตแดนแคว้นเยี่ยปกคลุมด้วยหิมะหนาวเย็นทั้งปี ภายใต้การปกครองของเยี่ยหลานเฉิงฮ่องเต้ นับว่าร่มเย็นเป็นสุขไร้ซึ่งข้าศึกรุกราน วังหลวงแคว้นเยี่ยมีมังกรทรงแสนยานุภาพทั้งบุ๋นบู๊ มาวันนี้เรื่องเล็กน้อยเช่นพระสนมขั้นผินหายตัวไป กำลังสั่นคลอนความสงบสุขแคว้นเยี่ย
ฝ่าบาททอดพระเนตรจดหมายลับเสร็จ บรรยากาศทั่วตำหนักเฉียนคังแผ่กลิ่นอายกดดันผู้คน กลิ่นไหม้อันเข้มข้นกับพระพักตร์เรียบเฉยไร้อารมณ์เช่นนี้ แสดงว่ามีเรื่องไม่สู้ดีขุ่นเคืองเบื้องพระบาทโอรสสวรรค์เข้าแล้ว
“ทูลฝ่าบาท เจาเฟยมาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
ขันทีน้อยหน้าห้องทรงพระอักษรเข้ามาแจ้งเรื่องเจาเฟยกับเติ้งกงกงตั้งแต่หนึ่งชั่วยามก่อน ขันทีคู่พระทัยรอจนเจ้าเหนือหัวหมดราชกิจถึงได้กราบทูลให้ทรงทราบ
“ได้บอกหรือไม่ว่ามีเรื่องใด”
พระสุรเสียงเรียบเฉยเช่นนี้ เติ้งกงกงถึงกับกลั้นหายใจก่อนกราบทูล
“ทูลฝ่าบาทเจาเฟยมาขอเข้าเฝ้ายามนี้ กระหม่อมคาดว่าจะเป็นเรื่องของตำหนักในพ่ะย่ะค่ะ” เติ้งกงกงเอ่ยวาจา
เรื่องเจินผินหายตัวไปมีหรือเติ้งกงกงจะไม่รู้ ติดตรงที่กลางดึกเมื่อคืนฝ่าบาททรงค้างที่ตำหนักอันเหวยกับซูเฟย ยามเช้ายังต้องออกว่าราชกิจ เรื่องของฝ่ายในก็สมควรให้เจาเฟยเป็นผู้ทูลให้ทรงทราบ
“ให้นางเข้ามา”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ไม่นานนักเงาร่างอรชรย่างกรายมาหยุดอยู่หน้าโต๊ะทรงอักษร เจาเฟยคุกเข่าคารวะเจ้าเหนือหัวเต็มพิธีการ เยี่ยหลานเฉิงมองดูสีหน้านางสนมชั่วครู่ก่อนเอ่ยถามราวกับทรงไม่รู้ว่านางมาเข้าเฝ้าด้วยเรื่องใด
“เจาเฟยไม่ต้องมากพิธี สีหน้าเจ้าเช่นนี้ผู้ใดทำสนมรักของเราขุ่นเคืองใจ”
พระสุรเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใย เจาเฟยกลับไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า เงาร่างอรชรยังคงคุกเข่าอยู่ที่เดิม
“ขอฝ่าบาททรงพระเมตตา หม่อมฉันมาขอเข้าเฝ้าวันนี้มีเรื่องที่ไม่อาจจัดการได้ จำต้องขอพระเมตตาพระองค์เพคะ”
“เจาเฟยมีสิ่งใดว่ามาเถอะ หากเจ้าไม่ผิดมีหรือเราจะเอาผิดกับเจ้า”
“ทูลฝ่าบาท เจินผินตำหนักจิ้งอันกับนางกำนัลคนสนิทหายตัวไปเพคะ หม่อมฉันให้คนค้นจนทั่วไม่พบร่องรอยแม้แต่น้อยเพคะ ขอฝ่าบาทลงอาญาหม่อมฉันด้วยเพคะ”
เยี่ยหลานเฉิงปรายตามองดูเงาร่างสตรีที่ยังคงหมอบคำนับอยู่กับพื้น เจาเฟยเริ่มบีบน้ำตาหลั่งริน หากยามนี้เจ้าเหนือหัวสั่งให้นางเงยหน้าจะได้เห็นภาพใบหน้างดงามเจือหยาดน้ำตาดูน่าเห็นใจ น้ำพระทัยพระองค์จะได้นึกเมตตานางมากหน่อย
“หายไป? หายไปได้อย่างไร”
“ขอฝ่าบาททรงเมตตา หม่อมฉันให้คนค้นจนทั่วตำหนักจิ้งอันแล้วไม่พบร่องรอยเจินผินแม้แต่น้อยเพคะ ส่วนที่อื่นหม่อมฉันไม่กล้าให้คนไปตามดู จึงได้มาขอพระเมตตาฝ่าบาทเพคะ”
“เป็นสถานที่ใดกัน เจาเฟยของเราถึงได้ไม่กล้า”
เยี่ยหลานเฉิงน้ำเสียงราบเรียบแต่แววตาสาดประกายวูบ
“เจาเฟยเงยหน้าขึ้นเถอะ”
เงาร่างที่ยังก้มหน้ารอคอยเวลานี้อยู่ ยามเจาเฟยเงยใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาแดงเรื่อขึ้น นับเป็นภาพความงดงามหาดูได้ยาก
“หกตำหนักในเจ้าให้คนหาดูทั่วแล้วใช่หรือไม่ ถึงได้มาหาเรา”
“หามิได้เพคะ หม่อมฉันไหนเลยจะกล้าถึงเพียงนั้น แค่เพียงตำหนักจิ้งอันกับตำหนักหวาเจียวของหม่อมฉัน ที่เหลือหม่อมฉันไม่กล้าเพคะ”
“จำได้ว่าป้ายอาญาหกตำหนักเราให้เจ้าถือไว้ เช่นนี้แล้วเจาเฟยของเรายังไม่กล้าอีกหรือ มาเถอะพื้นเย็นยิ่งนักเจ้าลุกขึ้นก่อน”
เจ้าเหนือหัวปรายตาไปทางนางกำนัลรับใช้ด้านข้าง สองคนเข้ามาประคองร่างเจาเฟยลุกขึ้นตามรับสั่ง
“เอาล่ะเรื่องนี้เรารับรู้แล้ว เจาเฟยไม่ต้องเป็นกังวลไป เราจะเรียกองครักษ์วังหลวงมารับผิดชอบเรื่องเจินผิน เจ้ากลับไปพักผ่อนให้ดี”
“ขอบพระทัยเพคะ”
ก่อนกลับไปสีหน้าเจาเฟยคล้ายมีถ้อยคำอยากเอ่ย หากแต่เจ้าตัวเลือกที่จะเก็บเงียบ นางรู้พระทัยฝ่าบาทไม่กล้าร้องขอพระเมตตามากกว่านี้
ระยะนี้ซูเฟยตำหนักอันเหวยครองพระทัยเจ้าเหนือหัวอยู่ นางจิ้งจอกผู้นั้นไม่เพียงอายุน้อยยังมีสกุลซูหนุนหลัง ตราอาญาหกตำหนักในมือเจาเฟยเช่นนาง หากไม่รักษาไว้สุดกำลังวันหน้านางไม่ต้องทนให้ผู้อื่นดูแคลนหรืออย่างไร ฝ่าบาทครองบัลลังก์มาหลายปีกลับยังไร้วี่แววทายาท ครรภ์มังกรผู้ใดบ้างไม่อยากได้ หากแต่วันนี้เจาเฟยจำต้องข่มใจกลับไปมือเปล่า
“เติ้งกงกงมีผู้ใดรู้เรื่องเจินผินอีก”
“ทูลฝ่าบาท ล้วนเป็นคนของตำหนักหวาเจียวพ่ะย่ะค่ะ” “เรียกหัวหน้าหน่วยเฉียนเวยมาหาเรา จัดการคนที่รู้เรื่องนี้ให้เหลือน้อยที่สุด”
“หม่อมฉันเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เนื้อความในจดหมายลับที่เยี่ยหลานเฉิงฮ่องเต้ได้รับเกี่ยวพันกับสตรีเจ้าของตำหนักจิ้งอันโดยตรง นางกลับหายตัวไปไร้ร่องรอย เรื่องนี้คงไม่ใช่เหตุบังเอิญ เจินจื่ออีมาจากแคว้นฉีนางมีฐานะเป็นสตรีบรรณาการ นางหายตัวไปใต้จมูกโอรสสวรรค์มีหรือพระองค์จะยอมรับได้
“เห็นทีข้าคงใจกว้างเกินไป”
คุณอาจจะชอบ





