
มายาสีฝุ่น
ตอน 3
“โอ๊ย! เจ็บ มือหนักเป็นบ้า เป็นหมอหรือหมากันแน่วะ จะขย้ำแผลฉันซ้ำหรือไง”
เสียงโอดครวญจากผู้ชายร่างใหญ่ในชุดเสื้อคลุมนอนตัวเดียวดังขึ้น เมื่อหมอหนุ่มเสร็จภารกิจปิดแผลบนขมับให้ แล้วเจ้าตัวก็ผ่อนลมหายใจตาม หากดวงตาสีน้ำตาลเข้มยังคงทอประกายกล้า
“แผลเย็บเสร็จแล้ว แค่สองเข็ม โวยวายยังกับโดนระเบิดถล่ม”
“มันเจ็บใจโว้ย ไม่มาเป็นฉัน ไม่รู้หรอก” คนเจ็บมองคนสบประมาทตาขวาง พร้อมโต้ด้วยเสียงกัดฟันกรอด
“เล่าได้หรือยัง นายไปโดนใครตีหัวมา”
หมอแฟรงค์หรี่ตามองคนที่ตนไปหามปีกมาจากจุดเกิดเหตุ แล้วพามาส่งถึงห้องพักส่วนตัวชั้นบนสุดของโรงแรมหรูกลางเมืองเชียงราช ด้วยการโดยสารลิฟต์สำหรับผู้บริหารขึ้นมา เพื่อความเป็นส่วนตัวและป้องกันแขกของโรงแรมเห็นแล้วจะแตกตื่น
“นายแย่งผู้หญิงกับใครมาหรือเปล่า หรือว่ารถไฟชนกัน”
“รถไฟบ้าอะไร ยายนั่นมันซาเล้งดีๆ นี่เอง ไม่มีทางเป็นรถไฟให้ฉันเสยได้หรอก” คนถูกถามตอบด้วยอารมณ์ที่ยังหงุดหงิดไม่จางหาย
“พูดอย่างนี้แสดงว่าคู่กรณีเป็นผู้หญิง...ผู้หญิงใช่ไหมที่จะฉีกอกนาย แต่พลาด ดันไปทำหัวแบะเข้าแทน”
“ไอ้หมอปากหมา หยุดพูดเลย เสร็จธุระของนายแล้ว กลับไปเลย แล้วไม่ต้องเสนอหน้ามาอีก”
“เอาละ ฉันกลับก็ได้ แล้วแผลแค่นี้ไกลหัวใจตั้งมาก หยุดโวยวายแล้วพักซะ นี่ยากิน จะช่วยนายไม่ให้เจ็บแผลคืนนี้”
หมอแฟรงค์จัดเก็บอุปกรณ์ลงกล่องแล้วหิ้วเดินไปยังประตูห้อง ก่อนจะก้าวออกไปยังมีแก่ใจหันมามองคนเจ็บที่นอนลืมตามองเพดานห้องนิ่งๆ อย่างคนจมกับความคิด
“ให้ฉันบอกนายใหญ่ไหม”
คำถามนั้น ทำให้คนบนเตียงเบือนหน้ามามอง จ้องนิ่ง ก่อนที่ดวงตาสีน้ำตาลเข้มจะหรี่ลง สีหน้าสีตาดูแปลกเปลี่ยนไปเมื่อตอบคำถามนั้น
“ไม่ต้อง...เก็บเรื่องนี้เป็นความลับ แล้ววานนายบอกเจ้าของรีสอร์ตให้เก็บข่าวดีๆ อย่าให้เล็ดลอดออกไปได้”
“ได้สิ แค่นี้เอง”
หมอหนุ่มรับปากก่อนจะเดินผ่านออกไป แล้วปิดประตูตามให้อย่างเรียบร้อย
มือแข็งแรงของคนถูกทิ้งไว้บนเตียงในห้องหยิบกระเป๋าสตางค์สีหวานดูคลาสสิกที่หยิบมาโดยไม่เจตนา คงเพราะมันปลิวปะทะตัวเขา ความตกใจทำให้คว้าติดมือไว้ จนเพิ่งมาสังเกตเห็น
รัชภาคย์เปิดกระเป๋าใบนั้น นอกเหนือจากธนบัตรไม่กี่ใบ ยังมีสิ่งที่เขาสนใจ บัตรพลาสติกพื้นสีขาวตัดด้วยสีฟ้าอ่อนตรงขอบ จนต้องคีบออกมา...แล้วทั้งชื่อนามสกุลที่ระบุเป็นภาษาอังกฤษ และภาพหน้าตรงในบัตรพนักงานก็ปรากฏขึ้น
กายใหญ่สั่นสะเทือน เมื่อเสียงหัวเราะถูกปล่อยออกมา ปริศนาคาใจนับชั่วโมงเริ่มออกมาเป็นคำตอบให้เห็น
“ใช่เธอจริงๆ ด้วย ยายป้า...ถ้ามาในสภาพยายป้าอย่างคราวก่อน ฉันก็จำได้แต่แรกแล้ว”
หญิงสาวร่างเพรียวบาง สวมสูทกระชับลำตัวสีขรึมกับผมรวบตึง แต่งหน้าสีอ่อน หากกรีดขอบตาคมเฉียบที่เขาเจอในวันแต่งงานของรัชตะเมื่อเกือบปีที่ผ่านมาผุดขึ้นในมโนสำนึก พร้อมกับคำถามที่เขาคิดไม่ถึงว่าจะออกจากปากเธอ อย่างที่ทำให้อดใจเข้าไปมีส่วนร่วมไม่ได้
‘เขาดีกับลดาไหม สามีของลดา’
‘คุณใหญ่หรือคะ ดีค่ะ ดีมาก’
‘แล้วเมื่อก่อนล่ะ พี่หมายถึงเขาดีมาตลอดหรือเปล่า’
คำถามของพี่สาวจอมเฮี้ยบทำให้เจ้าสาวหมาดๆ ถึงกับอึกอัก จนเขาที่ยืนกอดอกลอบฟังต้องแสร้งโวยขึ้น
‘จะซักกันอีกนานไหม จะขุดคุ้ยตั้งแต่เกิดเลยหรือเปล่าว่านายใหญ่นิสัยเป็นยังไง ผมช่วยตอบให้ได้นะ’
‘ลดา พี่ทนนายป่าเถื่อนคนนี้ไม่ไหวแล้วนะ สั่งคนจับโยนออกไปให้พ้นหูพ้นตาพี่สักสิบนาทีได้ไหม’
คราวนั้นดูก็รู้ว่าหล่อนโกรธเขามาก แววตาคุโชนเอาจริง ส่วนปิ่นลดานั่นหรือ ทำหน้าแหย มองหารัชตะทีเดียว แต่พอไม่เห็น จึงต้องแก้ปัญหาโดยการแนะนำเขาให้หล่อนรู้จัก
‘คุณแหวว รู้จักคุณเล็กสิคะ คุณเล็กเป็นน้องชายฝาแฝดของคุณใหญ่ สามีของลดาค่ะ’
‘อะไรนะ สามีลดาเป็นฝาแฝดกับนายคนนี้ งั้นก็เหมือนกันน่ะสิ’
อยากจะขำนัก ท่าทางหล่อนตกใจจริงจัง แล้วต่อด้วยคำถามที่ทำให้เขากลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหว
‘กลับกับพี่ไหม พี่จะเลี้ยงหลานเอง’
รัชภาคย์นึกตามอย่างครึ้มใจ ปรือตามองเพดาน นึกเทียบภาพของหญิงสาวในความทรงจำกับสาวงามผมยาวรุ่ยร่ายในเสื้อผ้าที่ดูผ่อนคลายที่เจอกันวันนี้...
“นายใหญ่บอกว่าพี่สาวเมียจะมาเชียงราช แล้วใครจะรู้เล่าว่ามาอยู่เกะกะตรงระเบียงรีสอร์ตนั่น แทนที่จะไปพักกับน้องสาว”
หากแค่ครู่เดียวเรียวคิ้วเข้มก็ขมวดมุ่นครุ่นคิด แล้วแปรเปลี่ยนเป็นไม่สบอารมณ์ขึ้นมา
หล่อนจำเขาไม่ได้ และที่ร้ายกาจกว่าคือหล่อนคิดว่าเขาเป็นนายใหญ่! มิน่า...
“พราวพิชชา เธอนี่มัน...ตัวแสบชัดๆ”
คุณอาจจะชอบ





