
บ่วงรักเมียเฉิ่ม
ตอน 3
เลื่อนๆ ไปไม่นานก็ชี้มั่วๆ ไปที่รูปของผู้หญิงหน้าตาซีดๆ คนหนึ่ง โดยที่ไม่ได้พินิจพิเคราะห์หรอกว่าหน้าตาจริงๆ ของเธอคนนั้นเป็นอย่างไร รู้แต่ว่าเชยบรมจากชุดที่มองเห็นเผินๆ
“คนนี้เนี่ยนะ” แม่เขาตกใจตาโตถามเสียงแหลมเล็ก โดยที่เขาก็ได้แต่ครับๆ ก่อนจะลุกเดินจากไป และไม่สนใจจะรับรู้รับฟังอะไรอีกเลย...
เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นทำให้นางสาวิตรีได้สติ จากที่นั่งคิดไปคิดมาอยู่ในภวังค์คนเดียวมาตลอดตั้งแต่เช้ายันบ่าย และเมื่อได้เห็นว่าเป็นหมายเลขของใครก็ฉีกยิ้มกว้างอย่างยินดี
“คุณพี่ขา”
เสียงเรียกหวานจ๋อยไม่ต่างจากสมัยที่แต่งงานกันใหม่ๆ ทำให้ชายสูงวัยที่ยังคงความหล่อเหลาและดูดีอมยิ้มเต็มแก้ม แม้ต่างฝ่ายต่างไม่ได้เห็นหน้ากัน แต่ก็รับรู้ถึงอารมณ์และความรู้สึกของกันและกันได้เป็นอย่างดี
“เรียกแบบนี้มีเลศนัยนะนี่”
นายเศรษฐศักดิ์ ผู้เป็นสามีและพ่อของลูกกระเซ้ามาตามสาย นั่นทำให้คนที่นั่งคิดไม่ตกมาตั้งแต่เช้าหัวเราะแหะๆ เหมือนเด็กแอบทำความผิดไว้
“คุณพี่จะกลับมาวันไหนคะ ทำไมรอบนี้ไปนานจัง”
“ทำไมล่ะ ลูกชายก็อยู่ยังเหงาอีกเหรอ”
“สาไม่ได้เหงาสักหน่อย” นางค้อนลมค้อนแล้งแทนสามีที่ไปดูงานที่ต่างแดนได้ราวๆ สองสัปดาห์แล้ว
“คิดถึงงั้นสิ” นายใหญ่ของบ้านยังคงอารมณ์ดีที่ได้แกล้งเมีย
“ค่ะ สาคิดถึงคุณพี่มากๆ ๆ ๆ” นางเน้นคำไม่เกรงใจวัย นั่นก็เพราะตั้งแต่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมาก็เสมอต้นเสมอปลายต่อกันแบบนี้มาโดยตลอด ต่อให้แก่กว่านี้ก็คงจะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ นั่นแหละ
“น่าจะอีกเดือนนึงนะ งานยังไม่เสร็จเลย” เสียงทุ้มละมุนของคู่ชีวิตจริงจังจนนางสาวิตรีหน้าหงอย ไม่คิดว่าเขาพูดเล่นแน่
“โธ่ นานจัง ทีตอนพาสาไปด้วยไปแค่แป๊บเดียว พอฉายเดี่ยวคุณพี่ก็ไปนาน”
“ฮ่าๆ” ผู้เป็นสามีหัวเราะลั่น รู้สึกสนุกทุกครั้งที่ได้ทำให้ภรรยากระเง้ากระงอด
“เอาๆ ไม่แกล้งแล้ว แค่นี้นะ” ว่าแค่นั้นสายก็ตัดไป ท่ามกลางความงุนงงสงสัยของสาวิตรี แต่ก่อนที่จะได้โทรกลับไปใหม่ ก็แว่วได้ยินเสียงรถแล่นเข้ามาจอดเสียก่อน
และครั้นเห็นคนก้าวขาลงมาจากประตูรถด้านหลัง นางก็วิ่งหน้าตั้งไม่แคร์สังขารเข้าไปหาทันที
“อย่าวิ่งคุณสา เดี๋ยวก็ได้ล้มขาหักหรอก” ผู้เป็นสามีท้วงเสียงดุ ก่อนจะส่ายหน้าอย่างระอาเมื่อภรรยาหาได้ฟังไม่
“คุณพี่กลับมาแล้ว เข้าบ้านกันค่ะ สามีเรื่องจะเล่า”
ว่าจบนางก็คล้องแขนสามีพาเดินเข้าบ้านทันที โดยลืมเรื่องที่เขาแกล้งอำว่าจะยังไม่กลับมาเสียสนิท...
“หาเรื่องใส่ตัวอีกแล้ว เดี๋ยวเจ้าริวมันก็อาละวาดบ้านแตก”
ทันทีที่ฟังเรื่องราวของลูกชายจากปากภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากจบ คุณเศรษฐศักดิ์ก็เปรยขึ้นทันทีอย่างคนที่รู้จักนิสัยของบุตรชายดี ว่าเรื่องบางเรื่องที่สหัสวัตมองว่าเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ เขาก็จะไม่ยอมอ่อนข้อหรือยอมรับเด็ดขาด
“ไม่นะคะ สาไม่ได้บังคับลูก ริวบอกเองว่าอยากแต่งงานแล้วค่ะคุณพี่”
“มันจะเป็นไปได้ยังไงที่เจ้าริวจะอยากแต่งงาน แต่งกับหนูเกรซก็ว่าไปอย่าง นี่ใครก็ไม่รู้ ผมไม่อยากจะเชื่อ”
“จริงๆ ค่ะ ริวเขาเลือกเจ้าสาวของเขาเองเลย”
“แล้วถูกใจคุณแม่ไหมล่ะ” หันมาถามพลางจ้องหน้าภรรยาอย่างจับผิด
“แหะๆ ถูกใจสิคะ แหม ก็เลือกจากที่สาคัดไว้ทั้งนั้น”
“คุณนี่จริงๆ เลย ปากก็บอกไม่เหงา แต่ก็หาเรื่องอุ้มหลานอยู่นั่น”
นางสาวิตรีขยับเข้าไปซบหน้าลงที่ต้นแขนของสามีอย่างประจบ ก่อนจะเอ่ยออดอ้อน
“จะกี่ปีคุณพี่ก็รู้ใจสาไม่เคยเปลี่ยนเลยค่ะ สารักคุณพี่” การบอกรักแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยแบบนี้ เกิดขึ้นเป็นประจำระหว่างคู่ชีวิตรุ่นใหญ่คู่นี้
“เอาๆ ว่าไงว่าตามกัน ดูซิจะได้ลูกสาวเขามาผลิตหลานให้ไหม ผมต้องเตรียมตัวเป็นปู่แล้วสิ ไม่น่าเชื่อว่าวันนี้จะมาถึง นี่ผมแก่แล้วจริงๆ สินะ”
ว่าแค่นั้นก็ถอนหายใจเบาๆ โดยที่นางสาวิตรีก็ได้แต่บีบนวดแขนให้อย่างประจบพร้อมรอยยิ้มยินดี โดยไม่เอ่ยสิ่งใดออกมาอีก
สิ่งที่หวังจะเป็นไปอย่างที่คาดคิดหรือไม่ คงต้องลุ้นกันต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้...
คุณอาจจะชอบ





