
เพรงมายา
ตอน 3
เกือบตีสองหลังงานฉลองในผับเล็กๆ เลิกรา รถเก่งสีขาววิ่งฝ่าสายฝนที่โปรยปรายลงมา สองคนในรถนั่งคุยกันกระหนุงกระหนิงโดยไม่รู้เบื่อถึงความสุขความสนุกแล้วแถมท้ายด้วยการแสดงความเสียดายแทนคนที่ไม่ยอมไปด้วย
“แตงรู้ต้องอิจฉาแน่ๆ”
“ทำไงได้ละ กลายเป็นแม่ลูกติดไปแล้ว”
“ทำไมไม่เคยได้ยินใครพูดถึงหลานคนนี้ละ วิน”
“ญาติห่างๆ จ้ะ เรียกว่าห่างมากๆ ก็ได้ จะว่าไปแล้วผมกับแตงแทบจะไม่รู้จักครอบครัวของมะปรางเลย มาเห็นมะปรางก็ตอนที่รู้ว่าทั้งพ่อและแม่ถูกรถชนตายแล้วแตงไปงานศพแทนอาสุขกับอาบัว ญาติใกล้ชิดคนเดียวของมะปรางที่เหลืออยู่คือปู่ที่บวชเป็นพระ ท่านเป็นคนจัดการงานศพ ส่วนตัวมะปรางเองทีแรกท่านก็คิดจะลาสิขาบทมาดูแลจนกว่าจะโต แต่มีหลายเสียงคัดค้านเพราะความตั้งใจเดิมของท่านคือจะอยู่ในผ้าเหลืองไปตลอดชีวิต มีคนเสนอให้ญาตินำมะปรางไปอุปการะ” ชวินเล่าเนิบนาบ
“แตงก็เลยรับมาดูเสียเอง” สิตางศุ์ต่อให้ แล้วหัวเราะเบาๆ ชวินก็หัวเราะไปกับหล่อนด้วยเพราะมันเป็นเรื่องจริง และดูเหมือนแตงโมจะรักเอ็นดูมะปรางเอามากๆ ไม่อย่างนั้นมีหรือสาวโสดวัยทำงานเช่นหล่อนจะรับมะปรางเป็นลูกบุญธรรม พามาส่งเสียให้เรียนหนังสือและให้เรียกว่าแม่แตง ทั้งที่พ่อกับแม่ของหล่อนพยายามให้เลี้ยงในฐานะหลาน
“เดี๋ยวเข้าบ้านผมก่อนแล้วค่อยเดินกางร่มไปส่งมูนแล้วกันนะครับ” ชวินบอกเมื่อเลี้ยวเข้าซอย
“ว้าย!” สิตางศุ์ร้องเสียงหลงแล้วเอามือปิดหน้าอย่างตกใจ
“อะไรมูน” ชวินถามทันควันเมื่อจู่ๆ คู่หมั้นสาวร้องอย่างตกใจขึ้นมาตอนเขาเลี้ยวรถก่อนนำรถเข้าจอดข้างทางแล้วแตะมือที่หล่อนปิดหน้าอยู่ “เป็นอะไรครับ”
สิตางศุ์ลดมือลงแล้วมองไปหน้ารถ ก่อนกวาดตามองไปรอบๆ จนมาหยุดที่ดวงตาอาทรของชวินที่กำลังมองมา
“เอ่อ..” หล่อนอึกอักที่จะบอกว่า ร้องตกใจเพราะเห็นคนวิ่งผ่านหน้ารถอย่างกระชั้นชิดและคิดว่าชวินต้องชนร่างนั้นเป็นแน่ แต่หล่อนกลับไม่รู้สึกถึงแรงกระแทกหรือการหยุดรถอย่างกะทันหันแต่อย่างใด รับรู้แต่รอยอุ่นจากมือที่แตะและเสียงถามอย่างอาทรของเขา หล่อนจึงเสบอกไปว่า “มูนเห็นนกหรืออะไรไม่รู้บินผ่านเลยตกใจค่ะ”
“โถ คิดว่าอะไร” มือใหญ่เลื่อนมาขยี้ผมอย่างเอ็นดู แล้วขยับไปนั่งตัวตรงบังคับให้รถออกตัวอีกครั้ง โดยไม่รู้เลยว่าคนนั่งข้างที่บอกออกมาแบบนั้น ใจกำลังเต้นแรงเพราะยังไม่คลายความตกใจ ไม่นานนักรถก็แล่นมาถึงหน้าบ้าน ชวินเปิดประตูลงมาพร้อมร่มแล้วเดินอ้อมไปรับสิตางศุ์เพื่อเดินไปส่งที่บ้าน
สิตางศุ์ลงมาจากรถแล้วอดที่จะมองเข้าไปในบ้านของชวินที่เปิดไฟสว่างอยู่ไม่ได้ ก่อนสะดุดตากับดวงตาแวววาวตรงระเบียงห้องชั้นสอง จนต้องกะพริบตาแล้วมองใหม่อีกครั้งเพราะคิดว่าดึกดื่นขนาดนี้แล้วซ้ำฝนก็ยังตกพรำๆ เด็กที่ไหนจะมายืนอยู่ตรงนั้น...เด็กหรือ สิตางศุ์ไม่เข้าใจทำไมตนเองถึงมั่นใจว่าเป็นเด็ก เพราะระดับของดวงตาที่เห็นหรือ แต่หลังกะพริบตามองให้ชัดอีกครั้งก็เห็นแต่ระเบียงชั้นสองที่ว่างเปล่า
“อะไรจ้ะ” ชวินถามเพราะเห็นว่าแฟนสาวมองไปที่ระเบียงชั้นสองตรงห้องนอนของเขาอย่างสนใจแต่หล่อนหันมาสบตาเขาแล้วส่ายหน้าช้าๆ
“แตงคงเปิดไฟทิ้งไว้ให้ก่อนกลับนะ เล่นเปิดเสียทั้งบ้านเลย สงสัยเดือนนี้ต้องไปเก็บค่าไฟจากมันแล้วละ” ชวินพูดกลั้วหัวเราะแล้วออกเดินโอบไหล่สิตางศุ์ไปพร้อมกันภายใต้ร่มกันฝนคันเดียวท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายไม่ขาดสาย
แตงโมกลับไปแล้วหรือนี่...ถ้าอย่างนั้นเราก็คงตาฝาดจริงๆ มะปรางไม่ได้มายืนอยู่ที่ระเบียงแน่ วันนี้ทำไมตาฝาดซ้ำซ้อน เมาแล้วละมูนเอ๊ย...
“ราตรีสวัสดิ์ครับ”
“ว้าย!” สิตางศุ์ถึงกับอุทานเมื่อถูกจู่โจมด้วยปลายจมูกเข้าที่แก้มนวลเนียนเมื่อมาถึงหน้าประตูบ้าน ก่อนย่นจมูกใส่ทำปากยื่นโอดครวญเสียงกระเง้ากระงอด
“นี่มันหน้าบ้านนะวิน เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า”
“งั้นเข้าไปในบ้านก็ได้” สายตากรุ้มกริ่มหวานหวาม ยามมองคู่หมั้นสาว แสงสว่างจากไฟหน้าประตูบ้านส่องให้เห็นแก้มเปล่งปลั่งของหล่อน อาจเป็นผลพวงมาจากเหล้าที่ดื่มเข้าไปเล็กน้อยกับอาการขวยเขินที่ถูกเขาหอมแก้ม แต่มันกลับดึงดูดให้เขาอยากทำซ้ำและทำมากกว่าเดิม
“ทะลึ่ง! กลับไปได้แล้วค่ะ มูนจะเข้าบ้านละ” หล่อนยอมรับว่าหัวใจเต้นแรงกับสัมผัสของเขา แม้เป็นการจู่โจมที่นวลแก้มก็สร้างความวาบหวามให้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่แทนที่เขาจะกลับไปตามคำของหล่อน เขากลับดึงมือที่กำลังไขกุญแจบ้านไปกำไว้ รั้งเอวหล่อนมากอดกระชับแล้วซุกหน้าเข้ามาหมายจะจูบอีกครั้ง ทว่าสิตางศุ์หรือจะยอมง่ายๆ หล่อนบ่ายหน้าหนีแล้วทุบอกเขาเบาๆ เพื่อเรียกสติ
“วิน อย่าทำแบบนี้สิ”
“นิดเดียวนะ คืนนี้มูนน่ารักมากรู้ไหม” เขาพยายามจะจูบให้ได้อยู่ดีแม้สิตางศุ์จะเบี่ยงหนีพัลวัน สุดท้ายหล่อนก็พูดออกมาทำเอาเขาหยุดกึก
“อยากเห็นมูนน่ารักแค่คืนนี้คืนเดียวใช่ไหมคะ” หล่อนถามเสียงเรียบ หน้านิ่งทั้งที่ในใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นระคนขัดเขินเลือดในกายหล่อนสูบฉีดแรงขึ้นคาดว่าใบหน้าที่เรื่อแดงเพราะส่าเหล้าจะแดงจัดขึ้น แต่พยายามกลบเกลื่อนด้วยการทำหน้านิ่งเอาไว้ และก็ได้ผลจริงๆ เมื่อชวินละมือจากเอวหล่อนปล่อยตกลงข้างตัวเหมือนคนปลงกับชีวิต แล้วถอยห่างไปสองก้าวพร้อมทำหน้างอบ้าง
“ใจร้าย ผมเป็นคู่หมั้นนะ”
“ก็แค่คู่หมั้นนินา ยังไม่แต่งงานกันเสียหน่อย” หล่อนลอยหน้าลอยตาพูดอีกเมื่อเห็นว่าตนเองเป็นต่อ
“ไว้แต่งงานกันก่อนเถอะ มูนจะมาอ้างโน่นอ้างนี้ไม่ได้อีกแล้ว คอยดู” ชวินคาดโทษ
“ค่ะ จะคอยดู” หล่อนยักไหล่น่าเอ็นดูพร้อมยิ้มยั่วเย้ากับการถือไพ่เหนือกว่า สิตางศุ์รู้ดีว่าเขาจะไม่ฝืนใจหากหล่อนไม่ยินยอม แม้เป็นการแสดงความรักซึ่งถือว่าเล็กน้อยมากสำหรับคู่รักสมัยนี้ แต่หล่อนเกรงใจพ่อกับแม่ ยิ่งท่านไว้ใจมากเท่าไหร่ การวางตัวของหล่อนต่อชวินยิ่งต้องให้เหมาะสมมากขึ้น ถึงแม้จะเป็นคู่รักและหมั้นหมายกันแล้วก็ตามที
“ผมอยากแต่งงานเร็วๆ จัง แต่งกันพรุ่งนี้เลยดีไหม”
“บ๊องแล้ว” สิตางศุ์หัวเราะกิกกับคำพูดของแฟนหนุ่ม ก่อนจะพูดจริงจัง “เหนื่อยมาทั้งวันแล้วกลับไปนอนเถอะค่ะ”
“ครับ มูนรีบเข้าบ้านไปพักผ่อนเถอะ” เขาบอก แล้วรอคู่หมั้นสาวไขกุญแจเพื่อเปิดประตูบ้าน แต่จะให้รอเฉยๆ เลิกราไปง่ายดายก็ใช่ที่ เขาหยับเข้ามาทีละนิดจนมายืนชิดโดยหล่อนไม่รู้ตัว เมื่อสิตางศุ์เปิดประตูแล้วหันมาจะบอกลา เขาก็ชิงจังหวะใช้มือประคองแก้มตรึงใบหน้าไม่ให้เบี่ยงหนีหรือหลบเลี่ยง แล้วลดใบหน้าตนเองใช้ริมฝีปากแนบไปบนริมฝีปากที่เผยออย่างตกใจกดแนบแน่นชั่วเวลาไม่นานก่อนถอนออก แล้วขยับมาจุมพิตหน้าโหนกนูนพร้อมกล่าวราตรีสวัสดิ์แล้วหมุนร่างหล่อนให้หันกลับดันร่างเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็ว ส่วนเขาก็หับประตูตาม ทำสัญญาณให้หล่อนล็อกประตูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
สิตางศุ์ได้แต่แยกเขี้ยวใส่ผ่านประตูต่างกระจก ก่อนจะล็อกแล้วหันหลังหนีรวดเร็วเหมือนเคืองขุ่นทว่ารอยยิ้มอย่างขัดเขินและพึงพอใจค่อยๆ คลี่ออกเมื่อเดินห่างออกมา
คุณอาจจะชอบ





