
มิติมหัศจรรย์
ตอน 3
เมื่อสืบได้ความแน่นอนแล้ว...อมรเทพก็นำขึ้นกราบทูลพระเสาร์ตามความจริงว่า “ราชธิดาทั้งสามของท้าวธุมราชยังมิได้มีคู่หมายหมั้นพระเจ้าค่ะ...และผู้มีความงามเป็นเลิศก็คือพระธิดาองค์เล็กเกศกัลยา”
พระเสาร์รับฟังจบก็นิ่งตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่ง จึงตรัสว่า “เราจะไปเยือนท้าวธุมราชอย่างเป็นทางการ เพื่อสู่ขอ
เกศกัลยาเป็นชายา...อมรเทพ ท่านจงไปตระเตรียมขบวนเกียรติยศตามพิธีการให้เรียบร้อย”
“พระเจ้าค่ะ”
...การมาเยื่อนของพระเสาร์ทำให้ท้าวธุมราชทรงกังวลอย่างยิ่ง ด้วยไม่อาจรู้ได้ว่าจะเกิดเหตุดีเหตุร้ายประการใดขึ้น
ต่อเมื่อได้รู้ว่าพระเสาร์เสด็จมาเพื่อสู่ขอเกศกัลยาพระธิดาพระองค์เล็กไปเป็นชายา โดยมีพระประสงค์ให้นางเข้าเฝ้าถวายคำตอบด้วยตัวของนางเองในวันรุ่งขึ้น...ท้าวธุมราชจึงคอยรู้สึกโล่งอกแต่เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น! เพราะอีกครึ่งหนึ่ง...ก็ต้องดูจากผลแห่งคำตอบของพระธิดาองค์น้อย...
ดังนั้นหลังจากทูลอัญเชิญพระเสาร์ให้ประทับยังพระตำหนักรับรองราชอาคันตุกะแล้ว ท้าวธุมราชก็ทรงนำเหตุการณ์ทั้งหมดนี้มาตรัสเล่าให้พระมเหสีและพระราชธิดาทั้งสามซึ่งกำลังกรองดอกไม้อยู่ด้วยกันฟัง พร้อมกับปรับทุกข์ว่า “เราเกรงว่า...ถ้าลูกหญิงเกศกัลยาทูลถวายคำตอบไม่เป็นที่พอพระทัยแห่งองค์เทวะ อาจจะทำให้พระองค์ทรงพิโรธได้ง่ายๆ ซึ่งนั้นย่อมหมายถึงความพินาศจะเกิดขึ้นกับภัทรานครอย่างยากหลีกเลี่ยงพ้น”
“เสด็จพ่อตรัสเหมือนหมายพระทัยจะถวายลูกแด่พระเสาร์...เทวะผู้ทรงมีพระทัยร้อนประดุจเปลวเพลิงและฉุนเฉียวเป็นเนืองนิตย์” เกศกัลยาคร่ำครวญเพราะตระหนกกับข่าวที่ได้ยิน “แต่...ลูกมิได้รักพระองค์ ไม่เคยแม้จะพบพาน...แล้วจะให้ลูกรับคำอภิเษกสมรสด้วยองค์เทวะได้อย่างไร...ได้โปรดเถิดเพคะเสด็จพ่อ”
พระมเหสีเกศินีแม้จะทรงรู้สึกสงสารธิดาน้อยที่น้ำตาอาบแก้มก็ทำได้เพียงแค่อ้างเอาเหตุผลมาตรัสปลอบว่า
“อย่าเอาแต่เศร้าโศกสิลูกแม่...ธรรมดาหญิงเมื่อเติบโตใหญ่ย่อมต้องออกเรือน อย่าว่าแต่ผู้หมายปองเจ้าทรงเป็นเทพผู้ใหญ่ซึ่งสูงส่งยิ่ง...เช่นนี้ควรนับว่าเป็นวาสนาจึงจะถูกนะลูกหญิง”
“เพคะเสด็จแม่ ลูกก็รู้ หากอภิเษกสมรสด้วยองค์พระเสาร์ก็จะได้เป็นเทพเทวีผู้สูงศักดิ์ อยู่บนทิพย์วิมานที่วิจิตรด้วยอัญมณีและสิ่งวิเศษอันล้ำค่า แม้แต่นางฟ้าบนสวรรค์ก็ต้องก้มเศียรให้ยามลูกกรายผ่าน...แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ลูกปรารถนาเพคะ...ลูกอยากอยู่ที่นี่...ที่นี่ลูกก็มีความสุขความอบอุ่นอย่างเปี่ยมล้นแล้ว ไยจะต้องผลักไสลูกให้ไปกับผู้ที่ลูกไม่เคยรู้จัก ต้องไปอยู่อย่างโดดเดี่ยวอ้างว้างอย่างนั้นด้วยเพคะ” นางทูลพลางน้ำตาไหลพราก
เกศสุดาและเกศประภา สองพี่หญิงได้รับรู้อยู่ด้วยจึงมีสีหน้าเศร้าสลดไปตามๆกันเพราะความเห็นใจ
“ร้องไห้ไปไย ลูกหญิง” ท้าวธุมราชตรัสสุรเสียงอ่อนโยน “ใช่ว่าพ่อจะแข็งขืนบังคับยกเจ้าแด่องค์เทวะเสียเมื่อไหร่เล่า เพียงแต่อยากให้เจ้าคิดให้ดีก่อนจะถวายคำตอบพระองค์เท่านั้น...เฮ้อ! เพราะเราไม่อาจคาดคิดถึงพระทัยของผู้ทรงอำนาจยิ่งใหญ่เช่นนั้นได้”
แล้วท้าวธุมราชก็ทรงยื่นสร้อยข้อมือเล็กๆประดับบุษราคัมน้ำงามเส้นหนึ่งแก่เกศกัลยาอย่างนึกได้ ตรัสว่า
“อ้อ...องค์เทวะตรัสว่าเก็บสร้อยเส้นนี้ของเจ้าได้ที่ใต้ต้นไทรในป่าหิมพานต์”
คำตรัสประโยคหลังของพระบิดาทำให้ราชธิดาทั้งสามต่างรู้ทันทีว่าผู้ที่นางพากันเข้าใจว่าเป็นเพียงเทพารักษ์ซึ่งพบในป่าหิมพานต์นั้นแท้จริงก็คือองค์พระเสาร์...
เกศสุดาจึงรู้สึกผิดหวังและเสียใจยิ่ง เพราะผู้ที่นางแอบหลงรักกลับหมายปองน้องหญิงของนางเอง
ในขณะที่เกศกัลยาเฝ้าแต่ครุ่นคิดอยู่ตลอดคืนว่าจะทูลพระเสาร์อย่างไรจึงไม่ทำให้พระองค์ทรงพิโรธ และสามารถช่วยให้เกศสุดาพี่หญิงใหญ่สมหวังด้วย...
แล้วในเช้าวันรุ่งขึ้น...เมื่อได้เข้าเฝ้า เกศกัลยาก็ทูลว่า “ข้าแต่องค์เทวะพระผู้เป็นเจ้า หม่อมฉันยินดียิ่งเพคะที่จะได้ติดตามเป็นบาทบริจาริกาในพระองค์ผู้ประเสริฐ...แต่ขอพระกรุณาได้โปรดประทานพรให้แก่หม่อมฉันสองประการก่อนเถอะเพคะ...พระผู้เป็นเจ้า”
“ได้สิ...เจ้าต้องการสิ่งใดก็บอกมาเถอะ” พระเสาร์ทรงรับคำสุรเสียงเรียบ
หม่อมฉันไม่อยากจากภัทรานครไปอย่างกะทันหันเช่นนี้..โปรดให้เวลาหม่อมฉันได้อยู่กับเสด็จพ่อเสด็จแม่อีกสามปีเถิดเพคะ”
“แล้วอีกประการหนึ่งล่ะ”
“หม่อมฉันเป็นเพียงนางกินนรเท่านั้น ย่อมแก่เฒ่าชราไปตามวัยความงามก็ไม่อาจยั่งยืนทัดเทียมกับเทพธิดาที่แท้บนแดนสรวงได้...หากองค์เทวะทรงเมตตา ก็โปรดประทานสิ่งที่สามารถรักษาชีวิตและความงามให้เป็นอัมตะแก่หม่อมฉันด้วยเพคะ”
“ตกลง...อีกสามปีนับจากนี้ ในวันครบกำหนด เราจะให้สิ่งวิเศษนั้นแก่เจ้า และพิธีอภิเษกก็จะจัดขึ้นในวันนั้นเช่นกัน” พระเสาร์ตรัสเป็นคำมั่นก่อนจะเสด็จจากไป...
เกศกัลยาจึงนำข่าวนี้ไปแจ้งให้เกศสุดาที่กำลังที่กำลังทุกข์ใจ โดยมีเกศประภาเฝ้าหลอบอยู่ข้างๆทราบ พร้อมกับกล่าวเสริมว่า “น้องได้ถ่วงเวลาไว้สามปีเพคะ และในเวลาสามปีนี้ ยามใดที่องค์เทวะเสด็จมาเยือน น้องก็จะหาทางเลี่ยงห่างเสีย พี่หญิงจงคอยปรนนิบัติพระองค์ให้ดี น้องเชื่อว่าความดีของพี่หญิงจะสามารถเปลี่ยนพระทัยขององค์เทวะได้...ส่วนเรื่องของวิเศษนั้นน้องเพียงยกขึ้นมาบังหน้าการถ่วงเวลาเท่านั้นเพคะ”
ข่าวที่ได้รับได้จุดประกายแห่งความหวังขึ้นใหม่ในใจของนางกินรีน้อยเกศสุดา...แต่แล้วความละอายใจก็เข้ามาแทนที่
“น้องไม่ควรเสียสละเพื่อพี่ถึงเพียงนี้เลย...น้องเกศกัลยา”
“หามิได้เพคะ น้องไม่ได้เสียสละอะไรเลย เพราะผู้ที่มีใจด้วยองค์เทวะคือพี่หญิง มิใช่น้อง”
กินรีน้อยกล่าวพลางกุมมือผู้เป็นพี่หญิงไว้อย่างปลอบโยน
ดวงหน้าสวยสะคราญของเกศสุดาจึงปรากฏรอยแย้มยิ้มที่เปี่ยมล้นไปด้วยความหวัง...
คุณอาจจะชอบ





