
ทัณฑ์เถื่อน
ตอน 2
ตอนที่ 2
“แม่ได้ข่าวมาจากไหน ยังไงหนูไม่ต้องรู้หรอก รู้แค่ว่าเมื่อคุณสองกลับมา ก็จะต้องเข้าพิธีหมั้นกับผู้หญิงที่พ่อแม่เขาหาให้ก็พอแล้วลูก”
เพราะมณีมณฑ์ไม่ค่อยได้ออกจากบ้าน เลยไม่รู้ข่าวที่เขาเล่าลือกันในวงสังคม เรื่องที่สองตระกูลใหญ่กำลังจะเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน ไม่ว่าจะฐานะหรือรูปโฉมโนมพรรณ รวมไปถึงการศึกษา คนที่ครอบครัวศรวัณเลือกไว้ เหนือกว่าบุตรสาวของเธอทุกด้าน แล้วมณีมณฑ์จะเอาอะไรไปสู้กับเขาได้ล่ะ ที่สำคัญก็คือ ศรวัณไม่เคยมีใจให้กับลูกสาวเธอเลย
“ไม่เอาค่ะแม่ ไม่พูดเรื่องไม่สบายใจแล้ว หนูหิ้วหิว” มณีมณฑ์ยกมือขึ้นลูบไล้ท้อง พร้อมยิ้มกลบเกลื่อนความรู้สึกที่มีภายในหัวใจ “แม่ไม่มีอะไรกับผึ้งแล้วใช่ไหมคะ ถ้าอย่างนั้นผึ้งไปก่อนนะคะ” มณีมณฑ์เห็นแน่งน้อยสาวแอบโผล่หน้ามามองหลายครั้งแล้วก็รีบขอตัวออกจากอ้อมกอดมารดาโดยไว
“เดี๋ยวผึ้ง หนูจะไปไหนลูก” มณีวรรณร้องถามด้วยเห็นว่าในวันนี้ถึงแม้แดดจะออกจ้าก็จริง แต่ลมก็พัดแรง บนท้องฟ้าก็รู้สึกเหมือนว่าจะมีเมฆหมอกสีเทาลอยอยู่จนกลัวว่าฝนจะตกลงมาทำให้ลูกสาวของนางป่วยเป็นไข้ไปอีก
“หนูจะออกไปดักรอพี่สองค่ะ” มณีมณฑ์ร้องบอกก่อนจะรีบยกมือปิดปากตัวเองอย่างเร็ว เมื่อรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป “เฮ้ย! ไม่ใช่ค่ะไม่ใช่ หนูจะไปซื้อก๋วยเตี๋ยวที่สวนสาธารณะ แป๊บเดียวเอง แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ จะรีบไปรีบกลับค่ะ”
แจ้งสถานที่ซึ่งเป็นที่ประจำของเธอ สวนสาธารณะที่มีสระน้ำใสแจ๋ว สนามหญ้ากว้างใหญ่ ไม้ดอกไม้ประดับหลากสีสันที่แข่งกันชูช่ออวดความสวยงาม ต้นไม้น้อยใหญ่ให้ความร่มรื่น อากาศที่สดชื่น อาหารอร่อยจนไปซื้อทานได้บ่อย หากว่าไม่มีอาการทางร่างกาย อีกทั้งยังอยู่ใกล้บ้าน เดินไม่นานก็ถึง แม่เลยไม่เป็นห่วงและกังวลยามที่เธอไปยังที่แห่งนั้น
“อย่าไปเถลไถลที่ไหนเข้าละ ทานเสร็จก็แล้วรีบกลับ” มณีวรรณร้องเตือนพร้อมส่ายศีรษะอย่างระอิดระอาในความกระโดกกระเดกของลูกสาว ใบหน้าที่ยังคงความงดงามหันไปมองรูปสามีที่ตอนนี้ไปรับซื้อของจากแหล่งผลิตจากทั้งเหนือและใต้มาจำหน่าย ถ้าสามีอยู่ เธอก็จะมีที่ปรึกษาหาทางออกกับเรื่องนี้เพื่อป้องกันเรื่องร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นได้
“ค่ะแม่ ผึ้งจะรีบกลับ” มณีมณฑ์ตอบกลับอย่างดีใจที่แม่ไม่ห้าม เพราะแม่คงจะไม่ได้ยินคำตอบแรกของเธอเมื่อครู่ หญิงสาวรีบถลาวิ่งออกจากบ้านเหมือนกับนกน้อยที่หลุดออกจากกรงทองไปยังจุดหมายปลายทางที่ปรารถนาด้วยใจร้อนรนกระวนกระวายอยากจะเห็นหน้าผู้ที่กำเอาดวงใจไว้อย่างที่สุด
ใบหน้านวลแดงปลั่งด้วยเลือดลมที่สูบฉีดไปหล่อเลี้ยงยิ้มกว้างจนเห็นฟันกระต่ายด้านหน้าทั้งสองซี่อย่างชัดเจน ในดวงตากลมโตเป็นประกายสดใสเริงร่าวิ่งไปหยุดแอบแดดร้อนอยู่ใต้ร่มไม้ใกล้กับประตูรั้วอันลอยหน้าบ้านหลังใหญ่ราวกับคฤหาสน์ แม้จะล่วงเลยพ้นเดือนเมษายนไปเกือบจะครึ่งเดือนแล้ว แต่อากาศรอบข้างจะร้อนจนตับแทบจะสุกไหม้แต่มณีมณฑ์ก็ไม่แม้แต่จะคิดสนใจ
“ว่าไงน้อย พี่สองมาถึงแล้วใช่ไหม” หญิงสาวเอ่ยถามน้ำเสียงหวานนุ่มที่เจือไปด้วยอาการกระหืดกระหอบเล็กน้อย เธอกวาดมองไปในบริเวณบ้านมองหาคนที่หัวใจร่ำร้องอยากจะเห็นหน้า คนที่เธอเฝ้ารอวันนี้มาเนิ่นนานหลายปี
หัวใจสาวน้อยแรกรุ่นเต้นรัวเร็วเหมือนกับมีคนกระหน่ำตีกลองอยู่ภายในด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่น มีเพียงแค่เธอที่เฝ้ามองศรวัณด้วยใจรักและภักดี จากเพียงแค่ความชื่นชอบในท่วงท่าการพูดจา รูปกายที่โดดเด่น ใบหน้าอันหล่อเหลามีเสน่ห์จนเป็นที่ชื่นชอบของสาวๆ ในโรงเรียน แต่ทุกครั้งข้างกายชายหนุ่มจะมีเพียงแค่เธอเสมอ
แล้ววันหนึ่งก็เหมือนกับฟ้าฟาดลงกลางศีรษะ เมื่อจบมัธยมปลายอีกฝ่ายก็บอกว่าจะไปเรียนต่อเมืองนอก หัวใจเธอเหมือนกับถูกคมมีดกรีดด้วยความปวดร้าวกับคำว่ารอคอยอย่างไร้ความหวัง เพราะตั้งแต่จากไปก็ไม่มีการติดต่อกลับมาหาเลยแม้สักครั้ง ใบหน้านวลหมองเศร้าลงเมื่อนึกถึงช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา น้ำตาเอ่อล้นคลอเบ้าอย่างหักห้ามไว้ไม่อยู่
ครู่ใหญ่กว่าที่มณีมณฑ์จะดึงสติที่จมอยู่กับอดีตกลับมา เธอชะเง้อจนคอยาวมองเข้าไปในบ้านหลังใหญ่ แต่ระยะทางจากประตูบ้านกับคฤหาสน์นั้นห่างไกลกันหลายร้อยเมตร เลยมองไม่เห็นคนที่คงจะนั่งคุยกันอยู่ในห้องโถงของบ้าน เธอจึงได้แต่เสียดายที่ยังไม่ได้เห็นหน้าคนที่เฝ้ารอคอย
“ค่ะคุณผึ้ง น้อยเห็นเต็มสองตาเลยค่ะ คุณสองจากรถและตรงเข้าไปกอดคุณแม่ หอมแก้มซ้ายแก้มขวาอย่างคนที่คิดถึงกันม้ากมาก” แน่งน้อยเน้นเสียงให้ฟังแล้วน่าสนใจ แต่สิ่งหนึ่งที่คนรับใช้ร่างเล็กกะทัดรัดกลมเหมือนลูกขนุนไม่กล้าบอกผู้เป็นนาย ด้วยกลัวว่าถ้าหากมณีมณฑ์รู้ว่าชายหนุ่มที่เธอทั้งรักทั้งคลั่งไคล้ชนิดที่ว่าจะกินจะนอนก็ถวิลหามีหญิงสาวอีกคนอยู่เคียงข้างกาย
แม้ว่าระยะห่างจากรั้วบ้านและเทอร์เรสจะไกลกัน แต่คนที่จับตามองอยู่ก็เห็นอย่างชัดเจน ตอนที่ศรวัณก้าวลงมาจากรถ เขาไม่ได้ลงมาเพียงคนเดียว แต่มีสาวร่างสูงโปร่งก้าวเดินตามลงมา สองกายที่ยืนแนบชิดกันโดยที่แขนของศรวัณโอบอยู่ที่เอวดูแล้วเหมาะสมกับเป็นที่สุด
“นั่งไงคะ นั่นไงคุณผึ้ง ออกมาแล้วค่ะ ออกมาแล้ว” แน่งน้อยบอกนายสาวพร้อมกับยกมือขึ้นปิดปากเอาไว้กั้นเสียงร้องอุทานที่จะเปล่งออก เมื่อเห็นว่าศรวัณไม่ได้เดินออกมาจากบ้านเพียงลำพัง หากข้างกายมีสาวสวยผมสีทองสุกปลั่งจนเห็นแต่ไกลตามติดมาอย่างแนบชิด
“ยายบ้านั่นเป็นใคร ทำไมถึงไปยืนอีอ๋อแนบชิดกับพี่สองของฉันแบบนั้น” มณีมณฑ์เปล่งวาจาเกรี้ยวกราด ในดวงตาเป็นประกายลุกโชนเป็นไฟ
ความโกรธเกรี้ยว อิจฉาริษยาอัดแน่นในทรวงจนหายใจแทบจะไม่ออก จนมณีมณฑ์ต้องรีบยกขึ้นลูบอก พยายามบอกกับตัวเองว่าให้ใจเย็นๆ ก่อนที่ไฟจากทั้งภายในและภายนอกจะทำให้ร่างกายที่เริ่มจะแข็งแรงขึ้นเพราะได้ทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์ อีกทั้งยังออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะกลายเป็นยายขี้โรคผอมกะหร่องกะแหร่ง สามวันดีสี่วันนอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล ใบหน้าซูบซีดไร้ซึ่งสีเลือดเหมือนกับซากศพ ริมฝีปากซีดเผือดและแตกระแหง ดวงตาลึกโป๋หาความสดใสและร่าเริงได้เลยเช่นที่ผ่านมา
“ใจเย็นๆ นะคะคุณผึ้งใจเย็นๆ ” แน่งน้อยปลอบประโลมนายสาวสุดรักด้วยความเป็นห่วง “เดี๋ยวน้อยไปสืบเรื่องผู้หญิงผมทองคนนั้นให้นะคะ” มือเล็กดำหยาบกระด้างยื่นไปลูบแขนนายสาวเบาๆ
“จะให้ฉันใจเย็นได้ยังไงน้อย ดูยายบ้านั่นทำสิ” มณีมณฑ์กัดฟันพูดกับสาวใช้คู่ใจ ในอกเหมือนมีฟองอากาศที่อยู่ในขวดน้ำส้มซึ่งถูกเขย่าแรงๆ จนระเบิดแตกกระจายออก เมื่อเห็นสองหนุ่มสาวที่ยืนเคียงข้างกันอยู่เปลี่ยนสถานะจากการยืนแนบชิดเป็นสวมกอดกัน แล้วผู้หญิงก็เขย่งเท้าขึ้นเล็กน้อย ส่วนศรวัณก็โน้มใบหน้าลงมาแล้วประกบจุมพิต
เขา...จูบกัน!
เขากำลังจูบกัน!
เจ็บแปลบ! ใจเธอเหมือนจะขาด ด้วยคมมีดที่กรีดลงไปบนหัวใจที่กำลังจะหยุดเต้น ในอกเต็มไปด้วยเปลวไฟที่แผดเผาหัวใจให้แหลกสลายกลายเป็นเถ้าธุลี ทำไมถึงได้เจ็บแบบนี้ น้ำตาเอ่อล้นคลอเบ้าและไหลออกมาอย่างไม่ทันรู้ตัว
“คุณผึ้ง คุณไม่เป็นอะไรนะคะ” น้อยถามนายสาวที่ตอนนี้เซไปยืนอิงประตูรั้วที่สร้างด้วยอิฐสีสวยและเหล็กแหลมซึ่งถูกแดดช่วงกลางวันเผาจนร้อนระอุ ผิวกายสีขาวอมชมพูกลายเป็นสีแดงเหมือนถูกเผาไปในทันควัน แต่สิ่งเหล่านั้นก็ยังเจ็บสู้ที่หัวใจไม่ได้
“ไม่...ไม่เป็นอะไรน้อย ฉันไม่เป็นไร” มณีมณฑ์รีบตอบกลับ พลางยกมือขึ้นโบกเบาๆ ก่อนจะซับเหงื่อบนใบหน้าที่แดงปลั่ง ลมหายใจก็หอบแรง ขาเรียวยาวสั่นจนแทบจะยืนทรงตัวไม่อยู่ แต่สาวน้อยร่างบางเหมือนจะปลิดปลิวไปตามกระแสลมแรงก็ไม่ยอมแพ้ เลือกที่จะก้าวไปยืนกางมือดักหน้ารถปอร์เช่สีบรอนด์เงินซึ่งวิ่งฉิวออกมาอย่างเร็วรี่จนเกือบที่จะเบรกไม่ทัน
“เป็นบ้าอะไร ไม่เคยตายหรือไง ถึงได้มายืนขวางรถแบบนี้” เมื่อลงจากรถได้ศรวัณสบถเสียงเขียวใส่หน้าสาวน้อยร่างบอบบางเหมือนกับเด็กนักเรียนมัธยม เพราะเขาจำไม่ได้ว่าหญิงสาวคนนี้เป็นใคร กล้าดียังไงถึงเกือบจะทำให้เขาเป็นฆาตกรตั้งแต่เพิ่งเหยียบย่างกลับเข้าบ้านมา
“ใจเย็นๆ ค่ะสอง น้องคงไม่ตั้งใจ”
คุณอาจจะชอบ





