
เพลิงรักเงาพยาบาท
ตอน 3
“ตามสบายเลยค่ะ ไม่ต้องรีบหรอกค่ะคุณหนู ศาลาเปิดตอน4 โมงเย็น” วัดใกล้บ้านไม่ได้เด่นดัง และมีกฎชัดเจนเรื่องเวลาเปิดปิด นมย้อยบอกเจ้านาย ดวงตารื่นน้ำตาของนางดีขึ้น เมื่อคุณหนูของนางกลับมาแล้ว...แม้จะยังไม่รู้ชะตาชีวิตต่อไป ก็ยังพอใจชื้นเมื่อเจ้านายกลับมาคุ้มหัว
คณานางค์นั่งก้มหน้านิ่ง สภาพห้องของบิดาไม่ต่างอะไรกับบริเวณชั้นล่างสักนิด ไม่มีเครื่องเรือน ไม่มีเฟอร์นิเจอร์เหลือ ทั้งห้องโล่ง และเต็มไปด้วยเศษขยะที่เป็นกระดาษไม่ใช้แล้ว ต่างจากภาพที่เธอเคยจำได้ ไม่เหลือความอลังการ โอ่อ่า...มีแต่ความทรุดโทรมและว่างเปล่า
“พ่อคะ...นางจะไปต่อยังไง? ทำไมไม่คิดจะบอกอะไรนางบ้างเลย”
เสียงเครือสะอื้นเปล่งออกมาจากริมฝีปากซีดเซียว น้ำตาแข่งกันไหลริน เมื่อความเสียใจบีบอัดจนต้องระบายออก น้ำตาคือตัวแทนของความเสียใจ ไม่ต้องบรรยายออกมาเป็นคำพูด หากมองเห็นก็จะรู้ว่าบัดนี้ คณานางค์กำลังเศร้าเสียใจขนาดไหน
กึกๆ เสียงอะไรบางอย่างกระทบกันดังกึกๆ เสียงแผ่วๆ แต่ภายในห้องเงียบๆ มันจึงทำให้เธอได้ยินชัด หญิงสาวยกมือปาดน้ำตาบนแก้ม เธอกวาดสายตามองหาต้นกำเนิดเสียง
มุมปากได้รูปกระตุกยิ้มเย้ยหยันตัวเอง...ห้องโล่งๆ มีเพียงรูปของบิดากับมารดาเท่านั้นที่เหลืออยู่ สายลมด้านนอกพัดกรูเข้ามา จนทำให้กรอบรูปกระแทกกับผนัง จนเกิดเสียงดังๆ
เรียวคิ้วโก่งขมวด...ในวัยเด็กมารดาเคยกระซิบบอกบางอย่างกับเธอ...ความลับของเธอกับมารดาที่ล่วงลับไปหลายปี...เรื่องตู้เซฟของท่าน!
“แม่คะ? ...ขอบคุณค่ะ”
มือเรียวเข็ดน้ำตาที่ไหลรินออกมาเพราะความยินดี...เธอไม่ได้จนหนทางจนไม่มีทางเดินหรอกนะ...เพราะหากยังไม่มีใครรู้...ของของ แม่คงยังอยู่ที่เดิม...
หลังกรอบรูปของท่าน...
บทที่2…
แม้จะหมดความกังวลไปเปลาะหนึ่ง เมื่อเธอมีเงินเติมเข้ามาในบัญชีหลังเอาเครื่องเพชรและของสะสมของมารดาไปขาย ยังร้านค้าที่เคยสนิทสนมกันมานาน สายตาของคุณนายเจ้าของร้านเปลี่ยนไปเธอรู้! จากที่เคยป้อยอ พูดจาหวานหูตอนสมัยที่เธอยังเฟื่องฟูนั้น ปัจจุบันหล่อนมองเธอเหมือนเศษขยะ หรือไม่ก็เปรียบเปรยเธอเหมือนขอทาน...
ช่างเถอะ!
เธอไม่ได้หวังให้ผู้คนรอบตัวหันมาเมตตาสงสาร คณานางค์เชิดหน้าขึ้น เธอส่งของของ แม่ให้ แม้จะรู้สึกเจ็บใจ
“ของปลอมหรือเปล่า? ได้ข่าวว่าไม่เหลืออะไรเลยไม่ใช่เหรอ?” คำดูแคลนที่หลุดออกมาจากปากคนตรงหน้าทำให้เจ็บช้ำมากขึ้น
“ทุกชิ้นซื้อจากร้านคุณ ถ้ามันปลอมก็คงปลอมตั้งแต่แรกแล้วล่ะค่ะ!” หญิงสาวตอกกลับแบบไม่ไว้หน้า อีป้าเจ้าของร้านเพชรไม่มีสิทธิ์มาดูถูกหรือซ้ำเติมเธอ
“ใครจะรู้ เห็นถูกยึดจนหมด ไม่คิดว่าจะยังมีเหลือ” นางเบ้ปากใส่ กระชากถาดใส่เครื่องเพชรที่คณานางค์กองไว้ตรงหน้า พร้อมกับบัตรเซอร์ของเพชรทั้งหมดทุกชิ้นเพื่อยืนยันคุณภาพของอัญมณี
สาวใหญ่เบ้ปาก นางแค่มองก็รู้ แต่ข่าวออกโครมๆ จะให้ไว้ใจได้อย่างไร
“ของร้อนแบบนี้ อยากได้เท่าไรล่ะ!” แม่ค้าหน้าเลือดเตรียมกดราคา เมื่อรู้ดีว่าคณานางค์กำลังร้อนรน
“ประเมินมาค่ะ ถ้าฉันพอใจจะขายฉันจะขายให้คุณ” แม้กำลังจะจนหนทางแต่นิสัยไม่ยอมคนเธอจึงขอสู้ยิบตา
“เหอะ! ใครๆ เขาก็รู้ทั้งนั้นว่าตอนนี้อภิรักษ์ภูเบศเหลือแต่เปลือก ไปที่ไหนก็ได้ราคานี้ทั้งนั้นแหละ ฉันถือว่าช่วยๆ กันน่ะเลยให้ราคาพิเศษ” นางรีบออกตัว ของราคาแพงเช่นนี้ไปที่ไหนเขาก็อ้าแขนรับเมื่อมองเห็นกำไรเห็นๆ
เรียวปากอิ่มเม้มจนเป็นเส้นตรง เอาเถอะ! อยากกดเธอกดกันไป วันไหนที่เธอกลับมายืนอยู่ที่เดิม จะเอาเงินฟาดหัวเสียให้เข็ด แต่...คงไม่มีวันนั้น เมื่อเธอมีความรู้แค่ม. ปลาย ไปเรียนนอกทั้งทีไม่ได้วิชาความรู้อะไรเลย เพราะมัวแต่สำเริงสำราญ...อยากสมน้ำหน้าตัวเอง สมเพชกับความลำพองและเหิมเกริม จนเมื่อสิ้นบิดา เธอจึงไม่เหลืออะไรเลยสักอย่าง
“รับเป็นเช็คไปนะคุณน้อง...พี่ไม่มีเงินสดมากพอจ่าย สะดวกดีด้วย” หญิงสาวแสยะยิ้ม แทนตัวเองว่าพี่โดยไม่ดูหนังหน้า แก่ยิ่งกว่ามารดาของเธอเสียอีก สะเออะอยากจะเป็นพี่สาว
“หวังว่าเช็คคุณป้าคงไม่เด้งนะคะ? นางขี้เกียจขึ้นโรงขึ้นศาล” คณานางค์เลิกปลายคิ้วขึ้นสูง เธอพูดเสียงเรียบ แต่จริงจังทุกคำพูด
คุณอาจจะชอบ





