
ทาสรักหัวใจทมิฬ
ตอน 2
ใบหน้าเล็กๆ ที่อยู่ท่ามกลางวงล้อมของช่อดอกไม้ จนแทบมองไม่เห็นเรือนร่างบอบบางภายในชุดเสื้อครุยยาวสีประจำสถานบันการศึกษาที่สำเร็จมา เสียงแสดงความยินดีที่บ่งบอกว่าทั้งผู้พูดและผู้รับมีความสุขและภาคภูมิใจมากเพียงใด ที่เฝ้าเพียรศึกษาจนจบการศึกษาระดับอุดมศึกษาเป็นบัณฑิตใหม่ให้ครอบครัวได้ภูมิใจ
“ชิดๆ หน่อยครับกล้องเก็บไม่หมด” ชายหนุ่มในชุดนายทหารชั้นสัญญาบัตรของกองทัพไทยผู้ทำหน้าที่ตากล้อง ร้องสั่งพร้อมแสดงท่าบีบมือให้แถวที่ยืนรอถ่ายรูปชิดกัน เพื่อจะเก็บภาพบุคคลเหล่านี้ลงในรูปถ่ายให้ครบถ้วน
“พ่อนะตัวไม่ใหญ่ แม่น่ะแหละอ้วนกลมล้นเฟรมแล้ว”
ผู้เป็นบิดากระเซ้าศรีภรรยา ที่สวมชุดผ้าไหมไทยสีเหลืองทองเข้าสมัยนิยม ซึ่งใบหน้าอวบโผล่มาจากกองดอกไม้ เช่นเดียวกับบุตรสาวผู้เป็นคนเข้าพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตรจนได้รับวงค้อน ก่อนนางค่อยๆ ขยับชิดเข้ามา ญาติๆ และเพื่อนๆ ที่มาร่วมแสดงความยินดีต่างขยับชิดแม้จะเบียดแน่น และซ้อนกันหลายแถว ทว่าต่างหวังได้รูปหมู่ไปชื่นชมและเก็บไว้เป็นที่ระลึก
“โอเค พร้อมนะครับ หนึ่ง..สอง.”..แชะ!
“อ้าว! ตาอัคคี ทำไมไม่นับสามก่อนละ แม่ยังไม่ได้ยิ้มเลย เอาใหม่ๆ” ผู้เป็นแม่ประท้วงท่ามกลางช่อดอกไม้สีสด ที่ปกปิดลำตัวเหลือแค่ใบหน้าอวบที่มีแววบึ้งตึงเล็กน้อย เพราะกลัวภาพที่ไม่ยิ้มออกมาไม่สวยเท่าที่ควร
“คุณแม่ยิ้มจนเหงือกแห้ง แล้วปิดปากผิดจังหวะเอง มาโทษผมได้ไง” อัคคีเถียงออกไป แต่ตั้งท่าจดจ้องจะบันทึกภาพใหม่ตามคำขอของมารดา เสียงหัวเราะเบาๆ ดังออกมาจากแถวที่รอพร้อมถ่ายภาพหมู่อีกครั้ง ก่อนเงียบสนิทเมื่อคนถูกกระเซ้าส่งวงค้อนหว่านแหไปทั่ว
“เอาๆ ถ่ายใหม่ก็ได้ ยิ้มครับคุณแม่ ยิ้มหวานๆ ยิ้มสวยๆ พร้อมนะครับ หนึ่ง..สอง..สาม”...แชะ!
ครานี้คุณพิมพ์สมรยิ้มได้ทันเวลา
“คุณแม่ยิ้มหน้าบานกว่ายัยธารีเสียอีก” ไม่วายตากล้องยังเอ่ยแซว แต่คนได้รูปสวยไม่ทำท่าแง่งอนหรือค้อนส่ง กลับร้องเร่งให้บุตรชายถ่ายภาพแห่งความประทับใจต่อ ทั้งถ่ายให้น้องสาวกับเพื่อนๆ กับญาติเรียงคน แล้วถ่ายพร้อมหน้าครอบครัว จนเป็นที่พอใจ
“ไปเถอะหาอะไรกินกัน มื้อนี้แม่เป็นเจ้ามือ”
“แต่เงินคุณพ่อ” เสียงห้าวยังเอ่ยแซวมารดาไม่หยุดหย่อน จนท่านเบื่อที่จะค้อน
“ก็รอเงินคุณทหารไม่ไหวนี่ยะ ทำงานเงินเดือนตั้งมากมายแต่ไม่ยอมให้แม่สักแดงเดียว”
“อ้าว! ทำไมจะไม่ให้ ก็คุณแม่จะเอามากขนาดไหนเชียว เงินเดือนข้าราชการนะครับ ไม่ใช่พวกพ่อค้านักธุรกิจ อีกอย่าง” เขาชำเลืองไปทางหญิงสาวในชุดเสื้อและกระโปรงสีชมพูอ่อนที่ช่วยธารีหอบดอกไม้และของขวัญมาที่รถ ก่อนพูดยิ้มๆ
“ผมกำลังเก็บเงินขอเมีย”
ใบหน้าหญิงสาวที่อัคคีชำเลืองระเรื่อขึ้นมาจนสีเข้มพอๆกับดอกไม้ที่หอบ ไม่คาดคิดว่าเขาจะเอ่ยเช่นนี้และไม่ใช่ระดับเสียงที่เบาเลย เพราะปกติอัคคีเป็นคนพูดเสียงดังอยู่แล้วด้วย แต่ประโยคแบบนี้ควรหรือประกาศเสียดังลั่น
สองผู้ให้กำเนิดชำเลืองมองปาริฉัตร เพื่อนสนิทของอัคคีหรือว่าที่ลูกสะใภ้คนสวย เพราะสองคนคบหาดูใจกันมานาน ท่านนั้นชาชินกับคำพูดโผงผางของบุตรชาย แต่ยังนึกเห็นใจปาริฉัตรที่อายจนแก้มแดง พลตรีอำนาจนายทหารนอกราชการบิดาของอัคคีและธารีจึงเอ่ยตัดบท
“ไปๆ ขึ้นรถ ใครไปรถคันไหน เร็วๆ เข้า เดี๋ยวร้านอาหารที่จองโต๊ะจะใจเสียคิดว่าเราไม่ไปกิน มาแม่มานั่งกับพ่อ ธารีเอาดอกไม้ใส่ไว้ในรถพ่อแล้วไปนั่งกับพี่เขา มาลูกเร็วๆ”
คุณอาจจะชอบ





