
เพลิงรักร้อนซ่อนรักร้าย
ตอน 3
หนุ่มน้อยประคองรถไปได้อีกเพียงแค่เล็กน้อย รถคันใหญ่ก็เซถลาไปไม่ตรงเส้นทาง เสียงหวีดร้องเล็กดังมากระทบใบหู ตามติดมาด้วยเสียงถามอย่างตื่นตระหนก แต่เขากลับไม่มีโอกาสได้ตอบ ด้วยสายตาเหลือบมองไปแล้วเห็นปลายกระบอกปืนสีดำเมื่อมอยู่ไม่ไกล สติที่กำลังจะขาดผึงลงไปสั่งให้เขาอย่าไปสนใจและหวั่นไหวกับกระสุนหลายนัดที่กระหน่ำยิงเข้ามา ประคองรถไปให้ตรงทางและไปให้เร็วสุดเท่าที่จะทำได้
แต่เพราะความที่เขายังเป็นมือใหม่เพิ่งจะหัดขับรถได้ไม่นาน อีกทั้งความห่วงใยต่อผู้เป็นบิดาที่อาการย่ำแย่เต็มที แม้จะพยายามจนสุดความสามารถแล้วก็ตาม แต่ไม่อาจประคองรถเอาไว้ได้ รถคันใหญ่บรรจุคนสามคนถลาพุ่งเข้าชนเสาไฟฟ้าอย่างจัง
หนึ่งร่างคนขับถูกอัดเข้ากับพวงมาลัยรถ แต่ดีว่ามีถุงลมอัดดันประตูเปิดดีดตัวเด็กหนุ่มกระเด็นออกจากรถ แต่อีกสองร่างกลับติดอยู่ในนั้น ก่อนคนร้ายซึ่งต้องการความมั่นใจว่าเหยื่อที่ได้รับคำสั่งมาจะไม่มีชีวิตรอดก้าวลงจากรถ เดินลงมากระหน่ำยิงซ้ำอีกครั้งจนรถคันใหญ่เกิดระเบิด เปลวไฟจะโหมลุกไหม้อย่างทันใจ จากนั้นชายใจเหี้ยมหาญก็เดินอย่างอาจหาญกลับไปขึ้นรถและขับหนีไปอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใดและกลัวว่าจะมีใครมาเห็นเข้า
ชินกฤตผุดลุกขึ้นนั่งสะบัดศีรษะให้คลายจากอาการมึนงง เพราะหล่นลงมากระแทกกับอะไรที่เขาไม่คิดจะสนใจมองด้วยความกลัวระคนตื่นตระหนกเกาะกุมหัวใจ ข่มความเจ็บที่มีทั่วร่าง ดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว ก่อนดวงตาคมกริบสีสนิมจะเบิกกว้าง ร่างคนหนึ่งนิ่งสงบไปไม่มีแม้แต่เสียงร้อง ส่วนอีกร่างกำลังตะเกียกตะกายพาตัวเองให้รอดพ้นจากการถูกเผาทั้งเป็น
“พ่อ!!! แม่!!!”
ชินกฤตร้องเรียกบิดาและมารดาที่อยู่ในรถเสียงดังลั่น รีบถลาลุกขึ้นยืนแต่กว่าจะยืนทรงตัวได้ เพราะอาการทางร่างกายที่เกิดขึ้นอย่างที่เขาหักห้ามไม่ได้ ทั้งสั่นและหมดแรงผุดมาเป็นระลอกเหมือนกับเกลียวคลื่นพัดเข้าหาฝั่ง บริเวณศีรษะเจ็บร้าวรวมไปถึงกลิ่นคาวเลือดลอยคละคลุ้งเข้ามาในจมูก แต่ถึงอย่างนั้นหนุ่มน้อยก็ไม่ได้คิดสนใจ เพราะหัวใจเขาอยู่กับสองร่างในรถ ซึ่งมีเพลิงไฟลุกไหม้อย่างน่ากลัว
“คุณตื่นซิคะตื่น...จอห์น...ช่วยแม่ด้วย”
เอรียาสลบไปเป็นชั่วครู่และตื่นขึ้นมาเพราะความร้อน เธอเขย่าร่างสามีอันเป็นที่รักให้ตื่นขึ้นสลับกับหันไปร้องเรียกลูกชายให้ช่วยเหลือสลับไปเปิดประตูรถ แต่ทำยังไงมันก็ไม่ยอมออก น้ำตาอุ่นร้อนไหลพรากอาบสองแก้ม หน้าสามีขาวซีดยิ่งกว่ากระดาษ อีกทั้งลมหายใจก็เบาหวิว มือเล็กเขย่าคู่ชีวิตที่อยู่กินกันมาเป็นเวลาสามสิบปีตื่นฟื้นขึ้นมา แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าชินวุฒิจะได้สติ
“พ่อ!!! แม่!!!”
เด็กหนุ่มร้องเรียกอย่างที่คิดว่าดังสุดเสียงแล้ว แต่มันกลับเป็นเพียงแค่สายลมบางเบาออกจากปาก อีกทั้งน้ำตาที่ไหลหลั่งออกจากสองตาอย่างหักห้ามเอาไว้ไม่ได้ ถึงจะเป็นอย่างนั้นชินกฤตก็ไม่ได้อิดออดรีรอ เขาข่มกลั้นอาการหวาดกลัวและอาการต่างๆ ทางร่างกายเอาไว้พยุงตัวเองที่เดินอย่างคนไม่มีแรงไปช่วยมารดาอย่างไม่หวั่นเกรงไฟร้อนๆ เผาไหม้ร่างกายเพื่อช่วยคนที่รักให้ออกมาอย่างปลอดภัย
“อดทนนิดนะครับแม่ ผมมาช่วยแล้ว” ชินกฤตตะโกนบอกคนในรถ ขณะที่มือก็สาละวนดับไฟสลับปาดไล้น้ำตาบนวงหน้า สองมือพยายามแกะแงะให้ประตูรถฝั่งที่มารดานั่งอยู่ที่ไม่รู้ว่าติดอะไร เปิดยังไงก็เปิดออก
ในทรวงเหมือนถูกเพลิงไฟที่ได้เห็นแผดเผา กลัวจนหายใจติดขัด ภาวนาอย่าให้คนในรถเป็นอะไรไป พ่อกับแม่ต้องปลอดภัยและยังจะต้องอยู่กับเขาไปอีกนาน แต่เพียงยื่นมือเอื้อมไปไม่ทันจะได้แตะตัวรถด้วยซ้ำ ความร้อนที่แผ่กระจายมาแทบจะเผามือและกายให้ไหม้ ทว่าหนุ่มน้อยก็คิดจะไม่ยอมแพ้ เสื้อตัวใหญ่ถูกถอดออกมาเพื่อพันมือเอาไว้
ปากสีแดง ๆ ขยับเอ่ยบอกคนภายในรถให้รับรู้ว่าเขายังอยู่ตรงนี้ มือก็ยังทำงานของมันอย่างเต็มความสามารถที่มี พร้อมที่จะฝ่าเปลวไฟร้อนแรง เพื่อช่วยให้ท่าน...คนที่เขารักทั้งคู่ยังคงอยู่กับเขาต่อไป
“จอห์นช่วยพ่อก่อนลูก ช่วยพ่อก่อน”
แม้สถานการณ์จะอยู่ในขั้นวิกฤติ ตัวเองจะรอดหรือเปล่าก็ไม่รู้แต่เอรียาก็ยังเป็นห่วงสามี ยังเลือกบอกลูกชายให้ช่วยเหลือชินวุฒิ ซึ่งตอนนี้ความตายดูจะมาเยือนมากกว่าความเป็น
“คุณคะคุณ...คุณต้องไม่เป็นอะไรนะ อยู่กับฉันกับลูกก่อนนะคะคุณ อย่าเป็นอะไรไปนะ” เอรียาเขย่าแขนสามีคู่ทุกข์คู่ยากให้ลืมตาตื่น เพื่อจะได้หนีจากกองไฟไปพร้อม ๆ กัน แต่อีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่รับรู้อะไรเลย
“คุณอย่าทิ้งฉันนะ อย่าทิ้งฉันไป...ได้โปรด” เอรียาเอ่ยเสียงแผ่วเบาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบสองแก้ม
“ถอยไปครับแม่ ถอยไป!” ชินกฤตร้องตะโกนบอกคนในรถให้ถอยห่างไป คิดว่าถ้าทำอยู่อย่างนี้ไม่แคล้วทั้งบิดาและมารดาจะต้องถูกไฟคลอกตายก่อนเขาจะช่วยเหลือได้สำเร็จ หนุ่มน้อยซึ่งตอนนี้ร่างกายเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและร่องรอยแดง ๆ ของไฟ กระชากเสื้อออกมาพันมือใหม่อีกครั้งให้แน่นพอ
“ถอยออกไปครับแม่ ถอยไป!” ชินกฤตตะโกนบอกทั้งที่น้ำตาอาบไล้เต็มใบหน้าคมสันที่มีอาการตื่นตระหนก มือกระหน่ำซ้ำทุบไปบนกระจกจนแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย รีบคว้าร่างที่เขาสามารถคว้าได้ก่อน อย่างไม่สนใจว่าเป็นใคร กระชากลากเต็มแรงให้ร่างเล็กหลุดออกจากรถไปอยู่ในที่ปลอดภัยอย่างทุลักทุเล
“แม่รออยู่ตรงนี้นะครับ ผมจะไปช่วย...” แต่ไม่ทันที่ชินกฤตจะได้ย้อนกลับไปช่วยชินวุฒิในรถ ไฟซึ่งโหมไหม้ลุกท่วมอยู่ก็ระเบิดขึ้นตูมใหญ่
“คุณ...กรี๊ด!!!” เอรียากรีดร้องเสียงหลง ก่อนร่างเล็กจะฟุบแน่นิ่งไปอย่างคนช็อกสุดขีด
“พ่อ!!!”
ชินกฤตตะโกนร้องเรียกบิดาเสียงหลง เป็นลูกผู้ชายไม่สมควรจะร้องไห้ แต่เขาไม่อาจระงับน้ำตาซึ่งหัวใจสั่งมาให้ไหลอาบสองแก้มให้หยุดไหลได้ จะไปช่วยบิดาออกจากรถก็ทำไม่ได้แล้ว เพราะร่างเล็กบางของมารดาที่เย็นเฉียบและอ่อนระทวยซบแน่นิ่ง วงหน้าสวยหวานซีดเผือดยิ่งกว่ากระดาษ ลมหายใจก็อ่อนแรงจนเขากำลังกลัว...กลัวว่าจะต้องสูญเสียคนที่รักไปอีกคน
“แม่ครับ แม่อย่าเป็นอะไรไปนะครับ อย่าทิ้งผมไว้คนเดียวนะครับแม่”
ชินกฤตพร่ำพูดเหมือนกับคนละเมอด้วยความหวาดกลัวสุดหัวใจ แขนใหญ่สอดกระชับร่างเล็กพาวิ่ง...วิ่งไปอย่างไม่สนใจว่าจะเหนื่อยและเจ็บเท้าพร้อมกับร้องตะโกนขอความช่วยเหลือจากคนซึ่งผ่านไปมาช่วยพามารดาไปหาหมอ แต่กลับไม่มีใครสนใจเลยสักคนเดียว
กว่าชินกฤตจะพามารดาไปถึงมือหมอก็เป็นเวลาย่ำค่ำ หนุ่มน้อยได้แต่เฝ้าภาวนาให้มารดาปลอดภัย สองเท้าก้าวย่ำเดินไปมาอย่างไม่หยุดนิ่ง หนุ่มน้อยซึ่งตอนนี้กลายเป็นคนคิดมากและหวาดระแวงไปเสียแล้ว ด้วยเรื่องที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นการจงใจของใครบางคนที่เขายังไม่รู้ว่าเป็นใคร ที่เขาจะต้องตามหาตัวให้เจอ
กรามหนาขบกัดบดเบียดจนแก้มตอบนูนเด่น ตาคมกริบเป็นประกายแข็งกระด้างดุกร้าว
ไม่ว่ามัน...คนนั้นจะเป็นใคร เขาจะต้องตามหาตัวให้เจอ และจัดการเรียกเอาความยุติธรรมและแก้แค้นให้กับบิดาให้จงได้!
คุณอาจจะชอบ





