
เจ็บแต่ไม่ยอมปล่อยมือ
ตอน 3
ปีนี้ถังหว่านกำลังจะขึ้นปีสี่และเริ่มฝึกงาน ทว่าตั้งแต่ปีสาม เธอก็ได้เปิดสตูดิโอเป็นของตัวเองไว้แล้ว
เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับสาขาที่เรียน นั่นคือการออกแบบเสื้อผ้า
อย่าไรก็ตาม ช่วงนี้สตูดิโอของถังหว่านถูกกลั่นแกล้งอย่างหนัก เธอรู้ว่ามีคนพยายามบีบให้เธอออกจากเมืองอวี๋ ถึงแม้จะกังวล แต่เธอก็ไม่คิดจะยอมแพ้
เมื่อคืนหลังจากถูกเล่นงานอย่างหนักหน่วงมาทั้งคืน ตอนนี้เธอรู้สึกปวดระบมไปหมดทั้งตัวจนใส่ชุดทำงานแล้วอึดอัด เธอจึงเปลี่ยนเป็นชุดลำลองแทน แม้จะแต่งตัวเรียบง่าย แต่ก็ปกปิดเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอเอาไว้ไม่ได้
พนักงานต้อนรับที่เคาน์เตอร์เห็นเธอเดินเข้ามา ก็รีบตรงเข้ามาด้วยสีหน้าลังเล ก่อนจะพูดขึ้นว่า “บอสคะ คือว่า…… คุณแม่ของคุณมาหาค่ะ”
“พวกเราพยายามขวางไว้แล้วนะคะ แต่เธออุ้มเด็กมาด้วย เรากลัวว่าจะทำให้เด็กบาดเจ็บ ก็เลย…ปล่อยให้เธอเข้ามาค่ะ”
ถังหว่านไม่ได้คิดจะโทษพนักงานต้อนรับสักนิด เพราะเธอรู้นิสัยของคุณนายฉินเป็นอย่างดี ต่อให้ขวางได้ในวันนี้ พรุ่งนี้อีกฝ่ายก็ต้องมาอีกอยู่ดี
“ไม่เป็นไร เธอไปทำงานเถอะ ฉันรู้แล้ว”
“ค่ะ”
สตูดิโอของเธอไม่ได้ใหญ่มาก แต่การตกแต่งทั้งหมดล้วนเป็นฝีมือเธอเอง สไตล์แสนเรียบง่ายหากแต่สวยงาม เดินไปไม่กี่ก้าวก็เห็นฉินหยุนนั่งอยู่ที่โซฟาในห้องรับรอง
อีกฝ่ายเอนกายพิงพนักนุ่ม พร้อมกับกล่อมเด็กในอ้อมแขนไปด้วย เสิ่นเฉียนซุ่ยเป็นเด็กที่คลอดก่อนกำหนด ที่สำคัญคือฉินหยุนตั้งครรภ์ตอนอายุสี่สิบกว่าแล้ว ถือว่ามีความเสี่ยงสูง ทั้งสองคนแม่ลูกจึงเหมือนมีชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย
ด้วยเหตุนี้ฉินหยุนจึงรักและทะนุถนอมลูกคนนี้มากเป็นพิเศษ ถังหว่านยืนมองเธอเงียบ ๆ เห็นเธอยิ้มให้เด็กในอ้อมแขนเป็นระยะ ๆ ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยน รัศมีความเป็นแม่เปล่งประกายออกมารอบกายอย่างชัดเจน
ก่อนที่ตระกูลถังจะล่มสลาย ฉินหยุนเคยเป็นภรรยาที่แสนดี และเป็นแม่ที่ใจดีมาก่อน
แต่ตอนนี้เธอเป็นเพียงแม่ของเสิ่นเฉียนซุ่ยเท่านั้น
ถังหว่านพลันรู้สึกแสบตาขึ้นมาเล็กน้อย จึงรีบเบือนสายตาไปทางอื่น ก่อนจะตั้งสติให้มั่นและเดินเข้าไปในห้องรับรอง
เธอเดินเข้าไปนั่งลงฝั่งตรงข้ามฉินหยุน ไม่นานนัก ผู้ช่วยของเธอก็นำกาแฟมาให้ก่อนจะถอยออกไปอย่างรู้งาน เธอหยิบถ้วยกาแฟขึ้นมาคนช้า ๆ แล้วถามเสียงเรียบ
“คราวนี้มามีธุระอะไร?”
ฉินหยุนมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย “แต่งตัวแบบนี้ออกจากบ้านได้ยังไง รู้ตัวบ้างไหมว่าตอนนี้เธอถือเป็นคนของตระกูลเสิ่น ทุกการกระทำทุกคำพูดของเธอ มีผลต่อหน้าตาของตระกูลเสิ่น!”
ถังหว่านเอนกายพิงพนักโซฟา สีหน้ายังคงราบเรียบ “ฉันแซ่ถัง ไม่เคยเป็นคนของตระกูลเสิ่น”
“เธอ!” ฉินหยุนแม้จะโกรธจัด แต่ก็ต้องระงับอารมณ์ไว้เพราะเสิ่นเฉียนซุ่ยลูกในอ้อมแขน เธอสูดลมหายใจลึก ก่อนพูดเสียงต่ำ “อาเสิ่นของเธอหาคู่ดูตัวไว้ให้แล้ว เป็นคุณชายรองตระกูลหลี่ พรุ่งนี้นัดเจอกันที่ร้านอวี้ซื่อฟาง จำให้ดีล่ะ”
คุณชายรองตระกูลหลี่ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเพิ่งถูกปล่อยตัวออกจากคุกมาได้ไม่นาน เสิ่นจงอี๋นี่เก่งจริง ๆ ที่เลือกคู่ครองแบบนี้ให้เธอได้
ถังหว่านแค่นหัวเราะเยาะ “ฉันไม่ว่าง”
คำพูดของเธอทำให้ฉินหยุนโมโหจนแทบระเบิด “ไม่ว่างงั้นเหรอ? ฉันได้ยินมาว่าเมื่อวานนี้เธอไม่ได้ไปเรียน ไม่มาที่สตูดิโอ แถมตอนกลางคืนก็ไม่ได้กลับบ้าน พอถามไปถามมาถึงได้รู้ว่าเธอไปอยู่ที่บาร์ แล้วเธอจะมาบอกฉันว่าเธอไม่ว่างเนี่ยนะ!”
เธอสืบมาหมดแล้ว และพบว่าเมื่อคืนถังหว่านค้างคืนอยู่ข้างนอกเพราะไปมั่วสุมอยู่แต่ในบาร์ ซึ่งนั่นก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เธอโกรธจนพาลูกมาหาถึงที่นี่วันนี้ มันเป็นพฤติกรรมที่น่าเกลียดมาก
ถ้าไม่ติดว่าเฉียนซุ่ยที่อยู่ในอ้อมแขนของเธอกำลังจะหลับ เธอคงด่ากราดอีกฝ่ายไปนานแล้ว
แต่แล้วจู่ ๆ สายตาของเธอก็ตกไปที่รอยแดงจาง ๆ บนลำคอของถังหว่าน สีหน้าของเธอพลันนั้นมืดครึ้มลงทันใด “ที่คอเธอเป็นอะไรน่ะ? ฉันบอกไว้ก่อนเลยนะ ถ้าเธอไปมั่วไม่เลือกที่ ฉันจะหักขาเธอแน่!”
ถังหว่านชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาจ้องมองฉินหยุนด้วยสีหน้าปกติ เธอเป็นหญิงวัยสี่สิบกว่าที่ยังคงดูดี แม้จะเคยผ่านเหตุการณ์ครอบครัววิกฤต แต่ก็ไม่ได้ดูแก่ลงเลยสักนิด จนเธอต้องแอบคิดในใจว่าเงินนี่มันบำรุงคนได้ดีจริง ๆ
“ใช่ ฉันมันมั่วไม่เลือก แล้วไง? คุณเลิกยุ่งเรื่องฉันไปตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ จะมาแสร้งทำท่าเป็นห่วงอะไรตอนนี้ อุ้มลูกสุดที่รักของคุณออกไปซะ!”
คุณอาจจะชอบ





