ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย THE GIRL พ่อติจ๋า

THE GIRL พ่อติจ๋า

ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากคนรู้จักที่ต้องมาร่วมกันดูแลเด็กหญิงตัวน้อยในฐานะพ่อและแม่ แม้ภายนอกจะดูเหมือนไม่มีอะไรเกินเลย แต่ความผูกพันที่เกิดขึ้นผ่านการเลี้ยงดูลูกทำให้ความรู้สึกของเขาเปลี่ยนไป จนวันหนึ่งเขาตัดสินใจเอ่ยถามถึงโอกาสในการขยับความสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพราะเขาไม่ได้ต้องการเป็นเพียงแค่พ่อของลูกเท่านั้น แต่เขายังปรารถนาที่จะก้าวเข้าไปเป็นสามีเคียงข้างเธออย่างเต็มตัวในอนาคต
ตอน
แชร์

ตอน 3

CHAPTER 02

ใช่เขามันเลว

เขามันเป็นคนชั่ว

เขามันเป็นผู้ชายอันตราย

ผู้ชายที่อยู่ต่อหน้าแสนดีแต่ลับหลังแสนเลว

คำจำกัดความของคำว่าเลวใช้กับผู้ชายคนนี้ไม่หมดหรอกและก็ไม่มีอะไรกำจัดความร้ายความเลวได้ในเมื่อเขามันยิ่งกว่านั้น ลมหายใจอุ่นเคลื่อนปัดเข้าใบหูของฉันในตอนที่ผู้ชายคนนั้นพูดออกมาด้วยความเบาระดับหนึ่งทว่าฉันกลับได้ยินเสียงชัดเจน

หัวใจเต้นตึกตักสั่นรัวทั้งที่ประโยคนั้นผ่านไปได้สักพักแล้วกิริยาตอบกลับของฉันคือการนิ่ง ยืนนิ่งไม่ขยับถึงแม้จะแม้อ้อมแขนใหญ่รัดตัว จะว่าไปตอนนี้เหมือนกับตัวเองเป็นเหยื่อที่โดนงูตัวใหญ่รัดตรึงอย่าว่าแต่หาทางออกเลยการหายใจก็ยังลำบากมากกว่าเดิมเสียอีก

“ตอบมาหนีทำไม”

“หนีคนเลว”

คราวนี้ฉันพูดออกมาแกมการด่าเขาไปด้วย ถ้าอยากรู้นักฉันก็จะบอกสาดใส่ใบหน้าของเขาหวังว่าทุกอย่างจะจบลงไม่มีอะไรอีกทว่าทุกอย่างไม่เป็นเช่นนั้นเมื่ออ้อมแขนใหญ่ออกแรงกอดรัดเพิ่มมากกว่าเดิมอีกทั้งใบหน้าของเขาก้มลงมาซุกซอกคอ

“คนเลวงั้นเหรอ”

“จะทำอะไร ปล่อยหนู!”

เพราะเหตุการณ์ซ้ำกับเมื่อหลายปีที่แล้วการดิ้นพร้อมทั้งฉุดยื้อเกิดขึ้นในเมื่อเขาไม่ยอมพยายามใช้กำลังกับฉันฉันก็ไม่หยุดนิ่งดีดดิ้นเอาตัวรอด

ไม่เด็ดขาด

มันจะต้องไม่ซ้ำรอย

แต่สุดท้ายเขาก็เหวี่ยงร่างกายฉันลงเตียงก่อนเข้ามาคร่อมตรึงแขนระนาบไปกับใบหน้าจึงสามารถเห็นใบหน้าหล่อของเขาชัดเจนใกล้จนลมหายใจเป่ารดกัน เส้นผมสีม่วงเด่นโยกย้ายไปมาในยามที่คนด้านบนเคลื่อนตัวลงเข้ามาจรดริมฝีปากลงประทับกับปากของฉัน

ยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อฉันหลีกเลี่ยงสัมผัสโดยการหันใบหน้าไปทางซ้ายทีขวาที่สุดท้ายมือใหญ่ก็สอดเข้าไปท้ายทอยบังคับให้หยุดรับสัมผัสของเขา

สัมผัสที่ครั้งหนึ่งเคยมี

สัมผัสที่ไม่เคยจางหายไปตามเวลา

สัมผัสที่ครั้งหนึ่งเหตุการณ์คล้ายกัน

และสุดท้ายคนด้านบนก็ทำให้ฉันเปิดริมฝีปากยอมรับให้ลิ้นรุกล้ำเข้ามา

และพอเวลาเนิ่นนานเขาก็ผละออกพร้อมใช้สายตาจ้องมองลงมาดูฉันนิ่งอีกทั้งสองมือก็ปล่อยการจับกุมเรียบร้อยเหลือแค่การคร่อมบนตัว

“อย่าบอกว่าเลวอีก”

“...”

“ขืนพูดขึ้นได้ยินมันจะไม่จบแค่นี้แน่”

“จะทำอะไร จะทำเลวระยำแบบนั้นกับหนูอีกงั้นเหรอ รู้มั้ยว่าคุณทำลายทุกอย่างของหนูไปหมดทำลายมันทุกอย่างไม่เว้นแม้แต่อนาคต”

น้ำตาคลอเบ้าต่อหน้าผู้ชายคนนี้แต่ฉันไม่สนใจอีกแล้ว ไม่สนใจว่าตัวเองจะน่าสมเพชมากแค่ไหนในสายตาของเขาแม้จะไม่ใช่ผู้หญิงที่ดีก็ตาม ฉันก็อยากมีอนาคตอยากมีช่วงเวลาเหมือนกับเพื่อนๆ ในวัยเดียวกันแต่พอเรื่องราวเกิดขึ้นต้องกระโดดข้ามช่วงระผิดชอบอะไรที่หนักหนาคิดหรือว่าจะไม่อ่อนแอ

“...”

“ออกไปจากตัวหนู ออกไปจากชีวิตหนูเลย!”

พอฉันตะคอกตวาดสาดใส่หน้ามือใหญ่ก็กระชากชุดทำงานออกจนมันฉีกขาดเผยร่างกายต่อหน้าผู้ชายใจร้ายคนนี้อีกครั้งหนึ่งแล้ว

เผียะ!

รู้ว่าตัวเองทำอะไร

รู้ว่าตัวเองเลือดร้อนขนาดไหน

ไม่ต่างจากผู้ชายตรงหน้าและก็ไม่สนแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นในเมื่อทำขนาดนี้ก็อย่าหวังว่าจะได้รับความเกรงใจจากฉันเหมือนกัน แรงมาก็แรงกลับฉันไม่ใช่คนอ่อนโยนไม่สู้คนถ้าไม่มีอะไรมาต่อรองทำแรงมาแบบไหนก็จะแรงกลับไปเช่นกัน

“ได้...”

“...”

“เอาตรงนี้ก็ได้”

เผียะ!

เสียงครางในลำคอบวกกับกับใช้ลิ้นกระทุ้งแก้มตรงที่โดนตบถึงสองครั้งที่เดิมด้วยหลังมือของฉัน แววตารุ่งโรจน์ราวกับสัตว์ป่าคู่นั้นแสดงขึ้นให้เห็นเหมือนกับคืนนั้นต่างกันแค่เพียงตอนนี้เขาทำตอนยังมีสติครบ รู้ตัวเองทุกอย่างว่ากำลังทำอะไรแต่เขาก็ยังเลือกทำ

พอเขากระชากเสื้อออกจากตัวฉันอย่างป่าเถื่อนไม่สนใจความเจ็บหรือเสื้อบาดผิวฉัน เขามันยิ่งกว่าสัตว์อีกไอ้ผู้ชายคนนี้ทว่าจู่ๆ มือใหญ่ก็ชะงัก

นัยน์ตาจดจ้องที่หน้าท้องฉัน

“นี่รอยอะไร รอยอะไรตรงหน้าท้องเธอซาน”

“...”

การเลือกเงียบเป็นคำตอบของฉันอีกเช่นเคย ความรุนแรงที่แสดงออกไปหยุดหมดแม้กระทั่งลมหายใจก็ขาดห้วงไปตามๆ กัน ชนวนเรื่องนี้เกิดขึ้นมาเนิ่นนานแต่ผลมันยังตามมาถึงปัจจุบันทั้งฉันและเขามีเพียงแค่ฉันเท่านั้นที่รู้ในข้อนี้และมันก็จะมีแค่ฉันตลอดไป

ความลับไม่มีในโลก

แต่ถ้ามีแค่ฉันที่เป็นผู้กุมมันก็จะเป็นความลับตลอดไป

“ทำไมยาวเหมือน...”

“...”

ความเงียบเข้ามากัดกินหัวใจ

อีกด้านหนึ่งก็ลุ้นจนตัวโก่งกับประโยคที่พูดเหมือนให้ลุ้น เพราะเขาพูดออกมาไม่จบประโยคแล้วหยุดไปทำให้เกิดความร้อนรนเป็นวัวสันหลังหวะอยู่แบบนี้

“ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นใช่มันในช่วงที่ผ่านมา”

เนิ่นนานเข้าลมหายใจของก็เหมือนถูกตัดออกไปชั่วขณะสมองขาวโพนไปหมดเมื่อได้ยินประโยคด้านบนของเขาดังขึ้นยังไม่พอนัยน์ตาคู่นั้นจ้องมองรอยแผลเป็นตรงหน้าท้องนิ่งราวกับกำลังพยายามคิด

“ผ่าตัด”

การกัดฟันพูดออกมาเล็ดรอดไรฟันทำให้โล่งใจขึ้นมาบ้างถ้าไม่ตอบโต้เลยเดี๋ยวจะดูแปลกไปจากเดิม รอยแผลที่ไม่จางหายใต้สะดือไปอีกคืบกว่านั้นมันไม่ราบไปกับเนื้อผิวยังนูนขึ้นนิดหน่อยทว่าพออยู่บนตัวฉันยิ่งทำให้เห็นชัดกว่ามากเพราะมันตัดกับสีผิวขาวของฉันอย่างสิ้นเชิง

แผลจากการผ่าคลอดสตางค์

ฉันไม่ได้คลอดธรรมชาติเนื่องจากลูกตัวใหญ่

“ผ่าตัดเหรอ?” เรี่ยวแรงของคนด้านบนที่คร่อมตัวฉันอ่อนลงไม่รุนแรงเหมือนกันก่อนหน้า เขาเบาแรงลงไปมากแต่สีหน้าก็ยังดูสงสัย “เป็นอะไรทำไมผ่าตัด”

“...”

ครั้งแรกที่ฉันนึกว่าผู้ชายคนนี้กวน

เขาทำไมขี้สงสัยกับไอ้เรื่องแค่นี้

“ถามว่าเป็นอะไร”

“ผ่าตัดไส้ติ่ง!”

“ไส้ติ่ง?”

ใบหน้านิ่งพยักหน้าทำราวบอกฉันว่าเข้าใจที่บอกไปแล้วแค่นี้อาการหนักอึ้งตรงใจฉันก็ผ่อนคลายออกไปบ้างแต่ที่ยังขยับตัวลุกไม่ได้ก็เพราะเขาคร่อมตัวอยู่

“ใช่”

“เอาตรงๆ เลยนะเธอนึกว่าพี่ฉลาดมั้ยซาน” และแล้วสายตาคนตรงหน้าก็กวาดขยับมองหน้าท้องสลับกับมองหน้าฉันอีกครั้ง “เผื่อเธอจะยังไม่รู้ว่าไส้ติ่งเขาผ่ากันใต้สะดือก็จริงแต่มันเยื้องออกไปข้างขวา ไม่ใช่ตรงใต้สะดือลงไปอย่างไอ้รอยที่มันอยู่ตรงหน้าท้องเธอ เอาความจริงมา...”

เขาหรี่สายตาลงเล็กน้อยสำหรับจ้องจับผิดโดยเฉพาะ

เขาชอบกดดันโดยใช้แววตาน่ากลัว

เขาชอบให้ตัวเองเหนือกว่า

และก็ชอบทำให้ฉันตกเป็นเบื้องล่าง

แล้วมันก็ยิ่งทำให้ฉันซึ่งเป็นผู้หญิงคนหนึ่งรนได้อย่างอัตโนมัติ ความกลัวมันกัดเซาะเกาะกินหัวใจเกินความอดทนไปหมดกระทั่งลมหายใจของฉันเกิดการขาดห้วงราวกับหยุดชะงักไปเมื่อสายตาเขาเคลื่อนไปหยุดลงยังรอยแผลเป็นนั้นอีกรอบ

รอยแผลที่ทั้งฉันและเขามีส่วนร่วมกัน

เพราะค่ำคืนนั้นเลย...

“...”

“เอาความจริงมาซาน”

เพราะโดนกดดันไม่เลิก

เพราะหลีกเลี่ยงหลีกหนีไม่ได้

เพราะจนหนทางฉันจึงถอนหายใจออกมาและจำใจพูดออกไป

“ฉันจะเป็นอะไรมันก็ไม่เกี่ยวกับคุณนิคะ” หวังว่าจะเป็นทางออกให้กับตัวเองเมื่อการพยายามตั้งสติต่อสู้กับความกลัวด้วยการข่มมันไว้สุดใจก่อนที่จะเอ่ยพูด การทำอารมณ์ให้เยือกเย็นดั่งสายน้ำหวังจะช่วยดับรดความโกรธของเขาเพราะมันเริ่มบานปลายไปกันใหญ่แล้ว “ฉันป่วยไม่แข็งแรงเหมือนใครคนอื่นจะรับการผ่าตัดเพื่อแค่อยากมีชีวิตต่อมันก็ไม่เห็นแปลก”

เห็นไหมความตีเนียนที่ฉันยังดันทุรังคนเดียว

โดยที่อีกฝ่ายมองกลับมาด้วยสายตาไม่เชื่อเช่นเดิม

คำพูดที่ฉันตั้งใจคิดตั้งใจหาคำตอบเพื่อหลีกเลี่ยงกับเป็นเหมือนสิ่งที่ไร้ประโยชน์ไม่เข้าหูของอีกคนแม้แต่คำเดียว เขาไม่คิดใส่ใจด้วยซ้ำ

“เหรอ”

หมดแล้วหนทางที่ในตอนนี้ฉันเอามาแก้ไขปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่เปรียบดังกับฉันกำลังจะจมน้ำรอบตัวไม่มีอะไรสามารถคว้าหรือหามาพยุงเพื่อตัวเองได้เลย นาทีนั้นน้ำก็เพิ่มระดับขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่หยุดยั้งพวกมันกำลังดูดกลืนร่างฉันให้จมลงเหมือนกับเขาในตอนนี้

เขาทำให้ฉันเหมือนตกนรกอีกรอบหนึ่ง

“...”

นรกบนดินตอนแรกนึกว่าสวรรค์ที่ไหนได้พอตกหลุมพรางไปเท่านั้นแหละรสชาติที่ได้ลิ้มลองกับทำให้ฉันดิ้นทุรนทุรายหนีออกมาแทบไม่ได้ ตรรกะบ้าบอกพวกนั้นพอได้ฟังไม่มีใครหยิบยกขึ้นมาบูชาหรอกนอกจากคนไร้ความรู้สึกของความเป็นคนเท่านั้นจะเข้าใจ

“ไม่เกี่ยวจริงๆ สินะ”

“ใช่...”

ฉันยอมรับด้วยคำพูดที่ดังอยู่ในลำคออีกทั้งยังพยายามหลีกเลี่ยงสายตาคู่นั้น ก็เพราะไอ้ดวงตาคู่นี้แหละที่ทำให้ฉันเป็นอย่างทุกวันนี้ วันนั้นถ้าฉันไม่หันหลงไปมอง วันนั้นถ้าฉันไม่ยืนนิ่งแต่ใช้สายตามองกลับและถ้าวันนั้นฉันรับรู้ตื้นลึกหนาบางมากกว่านี้คงไม่เป็นเช่นนี้

“คิดว่าพี่จะเชื่อมั้ย?”

“...”

“คิดว่าพี่ไม่รู้อะไรขนาดนั้นเลย”

“...”

ไม่คิดแต่มันก็ผ่านไปนานแล้วเหลือกันไม่ใช่แผลสด ตอนนี้มันคงเหลือแค่รอยแผลที่ปิดสนิทไม่มีอะไรทำให้มันเปิดขึ้นมาอีกแล้ว เรื่องราวพวกนั้นก็จบลงโดยไม่มีใครเดือดร้อนนอกจากฉันคนเดียว

ฉันคนเดียวที่ได้รับทั้งความเกลียดชัง

ฉันคนเดียวที่ได้รับผลของมันทุกอย่างจากความเชื่อใจ

“โลกมันคงเหวี่ยงให้เรามาเจอกันอีกสินะซาน เด็กน้อยในวันนั้น”

“หยุด!”

“เด็กน้อยแสนซื่อ อ่อนต่อโลกหลงเชื่อคำพูดง่ายๆ ของเพื่อนเหี้ย”

“คุณมันก็ไม่ต่างจากเดนนรกพวกนั้นหรอก การกระทำเลวระยำกว่าตั้งเยอะ!”

“ก็ใช่” คนตรงหน้าฉันยักไหล่ทำท่าทางไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น จิตสำนึกอย่าถามเลยแค่นี้ก็ทำให้รับรู้แล้วว่าถ้าฉันเอ่ยปากถามจะได้อะไรกลับมาตอกหน้า “จะว่าอะไร ด่าออกมาก็ได้”

“จะทำอะไร!”

แต่แล้วตัวฉันเองที่เป็นฝ่ายตกใจจากการที่เขารวบมือทั้งสองของฉันด้วยมือเดียวก่อนที่จะใช้อีกมือหนึ่งเข้ามาลูบวนบนรอยแผลเป็นนั้น ยิ่งปลายนิ้วสัมผัสทุกความรู้สึกทุกการกระทำของคืนนั้นก็เข้ามาสู่หัวสมองน้อยนิดของฉันอีกราวกับว่าอยากฉายภาพคืนนั้นให้เห็นให้จดจำ

“...”

“ปล่อยหนูนะ ปล่อยไง!”

“เจ็บมั้ย?”

“หนูไม่เป็นอะไรทั้งนั้นแหละ ไม่เจ็บเหมือนอย่างที่คุณคิดเลย”

“นั่นสินะ ตอนผ่า.... คงสลบ” เขาจงใจเว้นไว้จากนั้นก็พูดต่อ “คิดว่าไอ้ผู้ชายที่หนีมามันไม่เคยรับรู้เรื่องของเธอเลย”

“...”

เป็นไปไม่ได้แน่ๆ

“ใช่หรือเปล่า”

ก๊อกๆ ก๊อกๆ

แต่แล้วไม่ทันที่ฉันจะได้ตอบเสียงเคาะประตูดังขึ้นเรียกสายตาฉันไปมอง ความกลัวจับจิตจับใจเกิดขึ้นพร้อมกับร่างการที่มันต้องออกแรงประท้วงให้หลุดรอดจากพันธนาการของเขา การพยายามดิ้นให้หลุดก่อนจากนั้นค่อยคิดต่อว่าจะเอายังไงดีถ้าเกิดอีกฝ่ายที่เคาะประตูมีกุญแจสำรองในมือทุกอย่างต้องจบแน่

“ซานแกล็อคประตูทำไมเนี่ย”

ป้าอุ่น...

ก๊อกๆ ก๊อกๆ

เสียงเคาะดังขึ้นถี่มากเพราะป้าอุ่นเล่นใส่รัวไม่ยั้งจึงกดดันให้ฉันต้องมองขึ้นไปสบตากับเขาอีกครั้งการสบตาแกมสื่อขอร้องว่าอย่าทำให้เรื่องราวมันยุ่งยากไปมากกว่านี้อีกเลยแต่แล้วรู้ไหมว่าสิ่งที่ฉันได้กลับคืนมาคือรอยยิ้มร้ายเหยียดยกขึ้นตรงมุมปากพร้อมกับการสื่อความหมายว่า...

‘ไม่ทำตาม’

‘เอามันให้รู้ไปเลย’

และนี่คือสิ่งที่ทำให้ฉันอยากจะบ้าตาย

“คุณปล่อยหนูก่อน”

“ไม่”

“แต่ป้าอุ่นมีกุญแจสำรองเข้ามาเห็นมันไม่ดี” การพยายามพูดด้วยเหตุผลสุดท้ายแล้วมือใหญ่ก็ปล่อยข้อมือฉันเป็นอิสระแต่ยังไม่ย้ายออกไป “คุณลุกไปสิ”

“นี่แกอยู่ในนั้นหรือเปล่าซาน”

“ยะ...” แค่นั้นฉันพูดได้แค่นั้นเพราะถูกกระชากให้กึ่งลุกกึ่งนั่ง ไม่สมควรเอ่ยออกไปสินะถึงได้จ้องเขม่นขนาดนั้นแล้วก็ไม่บอกกันดีๆ “นิ!”

“ทำตัวดีๆ”

แล้วการขู่เข็ญก็เข้ามาทำให้ตัวฉันแข็งนิ่งเพราะเวอร์ชั่นนี้ของเขาไม่ควรเข้าไปขวางเด็ดขาด การกระทำต่อมาที่เขาทำด้วยความรวดเร็วมากนั่นคือการลากฉันให้ลุกขึ้นจากเตียงเดินไปยังหน้าตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ที่อยู่ข้างกันทันทีที่ประตูเลื่อนถูกเขาเปิดฉันก็รับรู้ตัวดีว่าต้องซ่อนอยู่ในนี้

อีกทั้งยังมีแรงดันร่างฉันอีก

“...”

“อย่าให้ได้เหลืออด”

สันกรามปูดนูนขึ้นเพราะเขากำลังระงับอารมณ์เต็มที่

“แต่หนู...”

การพยายามจะแย้งของฉันดูหมดหนทางหมดความหมายไปในทันทีเมื่อท่าทีแข็งกระด้างประกอบกับวาจาที่กำลังจะพ่นออกมานั้นไม่ทันให้ฉันได้พูดต่อได้เลย

“ซาน เธอคงรู้นะว่าต่อจากนี้มันจะเป็นยังไงถ้าทำให้พี่โกรธ”

“...”

ความพินาศย่อยยับตามมาเป็นพรวดนะสิทำไมฉันจะไม่รู้ ไม่มีอะไรปิดบังฉันได้หรอกโดยเฉพาะไอ้นิสัยเหล่านั้นถึงจากกันนานมันก็ยังทำให้ฉันจำได้ขึ้นใจไม่มีทางลบเลือนได้ทั้งนั้น ความเลวร้ายซึ่งกลายเป็นจุดด่างดำในจิตใจฉันต่อให้ทำความดีแค่ไหนก็ไม่สามารถทำอะไรไอ้จุดดำนั้นได้เลย

พยายามไปก็ไร้ค่า

เหมือนกับเรารู้ว่าตัวเองเป็นยังไงอยู่แล้วพอเอาทุกอย่างเข้ามาสาดใส่มันก็แค่นั้น พยายามแกล้งลืมเลือนแกล้งโหมงานหนักหน่วงยังไงสุดท้ายพอมาอีกวันมันก็กลับมาทำให้นึกถึงอยู่ดี ไม่มีอะไรมาทำให้ลืมได้หรอกนอกเสียจากว่าเราจะต้องปรับตัวอยู่ร่วมกันให้ได้

เหมือนที่ฉันพยายามทำอยู่ทุกวันนี้

แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ตลอด

“ฉะนั้นก็เงียบและนิ่งเฉยซะ”

“หึ...” ฉันเค้นเสียงออกมา

“เอาเลย เอาตามสบายเลยยังไงซะคุณมันก็เป็นจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารอยู่แล้ว”

~คลื่น~

แค่นี้ประตูตู้ก็ถูกเลื่อนปิดลงความมืดมิดบวกกับความเงียบยิ่งทำให้ใจฉันหวั่นไหวรนลานไปหมด นิ่งเฉยสั่งมาได้ยังไงใครมันจะไปทำได้ในเวลานี้กันสุดท้ายฉันก็ได้ประชดออกไปแต่เนื่องด้วยเวลาหรือปัจจัยอื่นๆ ที่เข้ามาเขาจึงไม่อยากเสียเวลาต่อล้อต่อเถียงกับฉันมั้งถึงตัดปัญหาด้วยการปิดประตูใส่หน้าแบบนี้

ทุกครั้งที่พยายามลุ้นถึงเหตุการณ์ด้านนอกหัวใจก็กระหน่ำเต้นระรัวไม่อยากนึกถึงมันเลยว่าสุดท้ายเหตุการณ์นี้จะลงเอยจบไปในรูปแบบไหนกันแน่ วุ่นวายหรือว่าเรียบร้อยเดาใจอีกคนซึ่งเป็นเหมือนผู้คุมซะตาเอาไว้หมดไม่ได้เขาอยากให้มันเป็นดั่งที่ใจของคิดไม่สนความเดือดร้อนของใครแม้กระทั่งฉันเองก็ตาม

ที่แน่ๆ

ถ้าป้าอุ่นเห็น เขาไม่ปฏิเสธ ฉันวุ่นวายที่สุด

แต่ถ้าตรงกันข้ามฉันก็รอด เรื่องวันนี้ก็คงเป็นความลับต่อไป

~คลื่น~

อ้าว...

แต่แล้วสิ่งที่ทำให้ต้องงงงวยมากกว่าเดิมคือประตูตู้ถูกเคลื่อนเปิดออกทำให้ฉันต้องเงยหน้าขึ้นมองสบตาคู่นั้นของเขาอีกทว่ากำลังจะเอ่ยปากถามเสื้อคลุมก็ถูกขว้างโยนควบลงบนศีรษะทันทีจากนั้นประตูตู้ก็เคลื่อนปิดลง

กลิ่นนี้

ไม่เคยลืมเลือน

ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมเฉกเช่นเสื้อตัวโคร่งผืนนั้นที่อยู่บนตัวฉันเมื่อหลายปีก่อน

นั่นใคร... ทำไมสายตาเขาสวยจัง

มันก็เป็นธรรมดาเมื่อคนเราได้มองไปพบเจอผู้คนแต่คนที่ฉันกำลังมองอยู่ในขณะนี้เขาช่างสมบูรณ์แบบเหลือเกินไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาส่วนสูงเกินร้อยแปดสิบแน่ๆ การแต่งตัวที่ไม่เหมือนคนปกติทั่วไปเพราะดูทั่วเนื้อตัวของแพงทั้งนั้นทั้งที่เป็นแค่วัยรุ่น

“จ้องตาเป็นมันเลยนะอีซานชอบอ่ะดิ เห็นเขาบอกว่ามาเที่ยวอ่ะ” ฉันละสายตาจากเขาเพื่อมามองพี่มิ้นลูกเจ้าของร้านขายของชำหน้าปากซอย “กลุ่มพวกพี่เขาสุดๆ โคตรของความหล่อว่ามั้ยอีซาน”

“ก็...”

“ทำเป็นเรียบร้อยนะมึง!”

ศีรษะของฉันเอียงไปอีกทางตามที่ถูกพี่มิ้นดัน

“ซานแค่มาซื้อของค่ะพี่มิ้น”

“เร็วๆ ซื้อมัวอ่อยอยู่นั้นแหละ เห็นเงียบๆ ฟาดเรียบหรือเปล่าก็ไม่รู้”

ไม่ใช่ฉันแน่ ถึงผู้ชายคนนั้นจะรูปหล่อแค่ไหนแต่ฉันก็ไม่คิดอะไรแบบนั้นกับคนที่ตัวเองได้เห็นแค่ไม่ถึงนาทีอีกอย่างไม่ได้พูดจาหรืออ่อยด้วยซ้ำ

“ซานซื้อ...”

“น้ำเปล่าขวดเท่าไหร่ครับ?”

แต่แล้วประโยคของฉันหยุดชะงักไม่สามารถพูดอะไรต่อเนื่องจากมีลำแขนใหญ่ยื่นขวดน้ำจากด้านหลังเกือบสัมผัสกับหัวไหล่ฉันแล้วตอนนี้ถ้าฉันขยับตัวหน่อยมันต้องสัมผัสกันแน่ๆ

นิ่งไว้ไอ้ซาน

ท่องไว้ใจเย็นๆ

“10 บาทค่ะ” พี่มิ้นตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “ส่วนแกจะซื้ออะไรอีซาน”

“เอ่อ... ซะ ซื้อมาม่า 1 ซองค่ะพี่มิ้น”

“รอ”

ฉันรู้อยู่แล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้ มาตรฐานการบริการของพี่มิ้นทั้งคำพูดจาการกระทำต่างกันโขดมากถึงมากที่สุดแต่ก็สมควรแล้วแหละ

“ไม่ต้องทอนครับคิดรวมมาม่าซองนั้นได้เลย”

แค่นี้ฉันก็หันตัวขวับมองผู้ชายคนดังกล่าวที่เปิดขวดน้ำยกขึ้นดื่มไม่สนใจสายตาใคร การดื่มน้ำที่ทั้งเท่ราวกับเป็นพรีเซนเตอร์เองขนาดนั้นและแล้วสายตาเขาก็สบตากับฉันแบบระยะห่างที่ใกล้กว่าเมื่อก่อนหน้า แบบนี้เป็นฉันเองที่โคตรประหม่ากำเหรียญในมือแน่น

“ชื่อซานเหรอเรา ชื่อเหมาะกับตัวดี”

“...”

ครั้งแรกที่ชื่อฉันถูกชม

ครั้งแรกที่มีคนเอ่ยเรียกซานโดยไร้คำไอ้อีนำหน้า

ครั้งแรกที่มีคนส่งยิ้มให้ทั้งที่ฉันเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเขา

“อีกอย่างก็ so cute”

“...”

So cute

งั้นเหรอ...

ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะเกร็งขนาดไม่กล้าสบสายตากับคนตรงหน้า การที่ได้แต่หลุบมองไปยังรองเท้าของเขาซึ่งมันก็สวยและก็แพงนั้นฉันแทบจะไม่กล้าทำอะไรเลยนอกจากเงียบนิ่งเก็บความรู้สึกต่างๆ มากมายเอาไว้ภายใต้ร่างกายของตัวเอง

“แถมขี้เขินด้วย”

ยิ่งไปกันใหญ่กับประโยคนี้

ฉันไม่ได้ขี้เขิน ไม่ได้เป็นแบบนั้นสักนิดเลยนะ

“...”

“แก้มแดงเชียว”

“อีซานมาม่าเอาไป มือมีตีนไม่หัดหยิบเอาเอง”

แต่แล้วเสียงของพี่มิ้นก็ดังขึ้นขัดจังหวะอึกอัดพวกนั้นดีนะ มันดีมากๆ เลย ฉันจึงหันหน้าไปหาพี่มิ้นเพราะไม่อยากโดนว่าให้อีกแล้วแค่นี้เธอก็เกลียดฉันเข้ากระดูกดำโดยไม่ทราบสาเหตุถ้าขืนยืนหันหลังให้ในขณะที่เธอพูดเธอต้องเอาไปประจานใส่สีตีไข่อีกแน่

แค่นี้ก็เข็ดแล้ว

ไม่อยากอยู่นานๆ

“...”

“เป็นอะไรไปอีกใบ้หรือไงหรือนึกว่าตัวเองเป็นคุณหนูบ้านนอกถึงโดนผู้ชายหล่อแซวนิดแซวหน่อยตัวอ่อยปวกเปียกเอียงอาย ทำอย่างไม่เคยนะมึงอีซาน!” พูดจบมาม่าซองเล็กก็ถูกโยนตรงมาให้ฉันดีนะที่รับทัน “รีบไสหัวมึงไปเลยนะ เห็นหน้าแล้วหมั่นไส้!”

“ค่ะๆ”

“ไปสิ!”

นาทีนั้นถ้าไม่รีบออกจากร้านฉันคงโดนเละมากกว่านี้แน่จึงรีบเผ่นออกมาก่อนดีกว่าโดยไม่สนใจมองไปทางผู้ชายคนนั้นอีกแต่ได้ยินเสียงพี่มิ้นพูดจาดีกับเขามากชนิดที่เรียกว่าเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือแทน

ในขณะที่ฉันเดินไกลออกจากร้านมาเรื่อยๆ เสียงบทสนทนาของทั้งสองคนก็เบาลงตามกันไปพอห่างออกไปทุกทีๆ สุดท้ายไอ้ประโยครั้งท้ายที่ได้ยินก็คือ

ถ้าทำให้จะได้เท่าไหร่...

ประโยคของพี่มิ้นที่มีน้ำเสียงกึ่งท้าทาย

ซึ่งวันนั้นเมื่อสองปีฉันไม่รู้

แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าวันนั้นไอ้ประโยคนั้นมันคืออะไร

รู้แล้วว่ามันหมายความว่าอย่างไร

การเป็นบุคคลที่สาม เป็นเป้าหมาย เป็นคนโง่และเป็นเหยื่อให้คนพวกนั้นเอ่ยพูดจาถึงโดยที่พวกเขาไม่ได้หวังดีกับเราสักนิดเดียว การโดนหลอกด้วยการเอาความเชื่อเข้ามาเป็นสื่อจากนั้นทุกคนก็หักหลังฉันอย่างเลือดเย็นไร้ความปรานีใดๆ และฉันก็ไร้การต่อสู้ต้อกรกับพวกเขา

มันโคตรทุเรศสิ้นดี

น่าสมเพชตัวเองเป็นที่สุด

และมันก็ฝังใจฉันมาจนถึงทุกวันนี้ว่าอย่าให้ความเชื่อใจใครง่ายๆ สุดท้ายมันมักกลับมาทำร้ายเราเอง

ก๊อกๆ ก๊อกๆ ก๊อกๆ

ความคิดของฉันถูกคั่นด้วยเสียงรัวการเคาะประตูของป้าอุ่นจะไม่ตื่นเลยถ้าฉันไม่ได้ยินเสียงเปิดประตูห้องของเขาดังขึ้น ความเงียบเกิดขึ้นภายนอกซึ่งเดาได้ไม่อยากว่าป้าอุ่นต้องอึ้งอยู่แหงๆ

ทำอะไรไม่ถูกใช่ไหมป้าอุ่น

ฉันเองตอนนี้ก็เหงื่อท้วมตัวมือเปียกชื้นไปหมดเพราะลุ้น

“มีอะไรหรือเปล่าครับ?”

“เอ่อ...”

“มีผมคนเดียวอยู่ในห้องนี้ครับ จัดการบอกเลขาให้ผมทีหน่อย”

“หรือว่า...”

“ครับ ผมประธาน...”

“สวัสดีค่ะ ขอโทษทีนะคะ พอดีลูกน้องดิฉันทำความสะอาดห้องนี้ในตอนเช้านึกว่ายังไม่เสร็จจึงเสียมารยาทเคาะรัวเพราะห่วงเธอนิดหน่อย” ดูเหมือนป้าอุ่นไม่ฟังการแนะนำตัวของอีกฝ่ายเพราะป้าอุ่นต้องรู้มาก่อนแน่ๆ ไม่งั้นจะขอโทษขอพายขนาดนั้นเหรอ ข่าวการมาของเขาดังระเบิดในกลุ่มพนักงานขนาดนี้ “ร่างกายเธอไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่ค่ะแต่ทำงานได้เต็มร้อยนะคะท่าน”

“อ๋อ... ครับ”

เสียงรับราบเรียบเหมือนเดิม

“เดี๋ยวดิฉันจัดการที่สั่งให้ค่ะ ขอโทษอีกครั้งนะคะ”

“ไม่เป็นไรฝากจัดการอีกเรื่องผมชอบห้องนี้ อยากมาทำงานห้องนี้กรุณาบอกเลขาให้หน่อย”

ดูต่อเลย!
เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้น! ไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
เปิดเว็บไซต์ทางการ

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย น้องเมียร่านสวาท
8.2
แก้วตาแอบเฝ้ามองภาพเหตุการณ์อันเร่าร้อนระหว่างพี่เขยและลีนาผู้เป็นพี่สาวผ่านมุมมืดอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางเสียงครางระงมและการร่วมรักที่ดุเดือดปานจะขาดใจ ความชัดเจนของกิจกรรมบนเตียงทำให้หญิงสาวเกิดอารมณ์ร่านสวาทจนร่างกายตอบสนองอย่างรุนแรง ความเสียวซ่านพุ่งพล่านจนน้ำรักไหลอาบชุ่มง่ามขาและกางเกงชั้นใน ยิ่งเห็นพี่เขยกระแทกกระทั้นแก่นกายเข้าใส่พี่สาวอย่างหนักหน่วง แก้วตาก็ยิ่งบิดเร้าด้วยความกระสันอยากที่ไม่อาจต้านทานได้ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยกามารมณ์นี้
หน้าปกนวนิยาย ในบ่วงพิศวาส
8.0
ทรายแก้วจำต้องทิ้งอัตถ์ไปทั้งที่ยังรักเพราะความต่างของฐานะ ทิ้งให้เขาจมอยู่กับความแค้นและรอวันเอาคืน เมื่อโชคชะตานำพาให้ทั้งคู่กลับมาพบกันอีกครั้งในฐานะพี่เลี้ยงกับเจ้านาย อัตถ์จึงเริ่มบรรเลงบทรักที่แฝงไปด้วยความป่าเถื่อนเพื่อทำลายความรู้สึกของเธอ แม้ทรายแก้วจะพยายามหนีแต่สัมผัสที่คุ้นเคยกลับทำให้เธออ่อนระทวย ท่ามกลางความเกลียดชังและคำพูดถากถาง ทั้งสองกลับติดอยู่ในบ่วงพิศวาสที่ยากจะถอนตัว
หน้าปกนวนิยาย บำบัดรักแฟนเพื่อน
9.3
แสนดีมุ่งมั่นศึกษาวิชาจิตเวชศาสตร์โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือญะญ๋าเพื่อนสนิทของเธอ แต่โชคชะตากลับพลิกผันทำให้เธอต้องมารับหน้าที่ดูแลรักษาอาการป่วยทางจิตของหมอปืนซึ่งเป็นแฟนหนุ่มของญะญ๋าแทน แสนดีให้คำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่นกับเพื่อนรักว่าเธอจะทุ่มเทรักษาหมอปืนให้หายดีเป็นปกติเพื่อที่ญะญ๋าจะได้ไม่ต้องเป็นกังวลใจอีกต่อไป ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและภาระหน้าที่อันหนักอึ้งในการบำบัดรักษาจิตใจครั้งนี้
หน้าปกนวนิยาย เขาเลือกลูกชายลับๆ ของเขา เหนือลูกน้อยในท้องของเรา
8.6
ชีวิตรักห้าปีของเอลินากับอธิป ซีอีโอหนุ่มชื่อดังพังทลายลง เมื่อเธอพบความจริงว่าเขามีลูกลับๆ กับเน็ตไอดอลคนหนึ่ง ในงานกาล่าครั้งสำคัญ เด็กคนนั้นกลับกล่าวหาเธอจนอธิปพลั้งมือผลักเธอจนล้มลง เหตุการณ์นี้ทำให้เอลินาสูญเสียลูกในท้องไปอย่างน่าเวทนา ทว่าอธิปกลับเลือกทอดทิ้งเธอเพื่อไปดูแลครอบครัวใหม่ ซ้ำร้ายเธอยังถูกสั่งเก็บจนพลัดตกหน้าผา เอลินาตัดสินใจใช้ความตายหลอกๆ นี้เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะสถาปนิกที่ซูริกและละทิ้งอดีตอันแสนเจ็บปวดไว้เบื้องหลังตลอดกาล
หน้าปกนวนิยาย เกมรักพนันสวาท
8.8
ปัง ปัง ปัง เขาเคาะประตูกวาดตามองรอบๆ อย่างระแวดระวัง แก่นกายเจ็บปวดเพราะต้องการปลดปล่อย ลมหายใจหอบหนักขึ้นทุกขณะ แอด... นาราภัทรแงมประตูมอง เห็นคนยืนหน้าห้อง ใบหน้าคุ้นเคยเธออ้าปากแต่กลับถูกปิดไว้ แล้วลากเข้าห้องทันที “อื้อ!” หญิงสาวดิ้นรนเมื่อถูกกอดรัดไว้แน่น ความร้อนจากร่างกาย ทำเอาหญิงสาวขมวดคิ้ว ดิ้นรนให้เขาปล่อยเธอ ได้ยินเสียงฝีเท้าคนอยู่ด้านนอก เสียงพูดคุยตามหาใครสักคน แล้วเงียบหายไป ริมฝีปากเป็นอิสระ นาราภัทรผลักแผงอกทันที “ทำบ้าอะไร ออกไปจากห้องฉันเดี๋ยวนี้นะ!” คนตัวเล็กตวาดแว๊ด “ผมขอโทษ...” เสียงพร่าเอ่ยบอก กอดตัวเองแน่น “เป็นอะไรมิทราบ!” เขาปรือตา แล้วทอดมองใบหน้างดงามของหญิงสาว เขาทนไม่ไหวแล้วจริงๆ ต่อให้ต้องถูกโกรธ เกลียด ก็จำต้องทำ หากเป็นแบบนี้เขาคงขาดใจตายแน่ “ผมขอโทษ ขอโทษด้วย ให้อภัยผมด้วยนะ....” เขาบอกเสียงแหบพร่า “หมายความว่ายังไง ขอโทษเรื่องอะไร!” หมับ! ตุบ! ร่างบางถูกเหวี่ยงลงบนเตียงกว้าง คนตัวเล็กกระเด้งตัวลุกขึ้นแล้วตะเกียกตะกายหนีทันที เธอรู้ดีว่าเขาต้องการอะไร ข้อเท้าถูกจับลากกลับมา “ช่วยด้วย ช่วยด้วย กรี๊ด!”
หน้าปกนวนิยาย สามีปลายแถว
9.5
ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความขัดเขิน หญิงสาวทำได้เพียงเรียกชื่อเจอร์รี่ซ้ำๆ ด้วยความประหม่า ขณะที่เขาค่อยๆ กระซิบบอกความต้องการอย่างอ่อนโยนพร้อมกับถอนมือออกเพื่อสร้างสัมผัสที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม ก่อนที่เขาจะก้มลงประทับจูบลงบนริมฝีปากบางของเธออย่างแผ่วเบาและเอ่ยคำมั่นสัญญาที่ทำให้หัวใจของเธอต้องสั่นไหวว่าเขาจะใช้ริมฝีปากของตนเองมอบความรัญจวนใจให้แก่เธอแทนการใช้เพียงแค่สัมผัสจากมือในค่ำคืนที่แสนพิเศษนี้