
THE GIRL พ่อติจ๋า
ตอน 3
CHAPTER 02
ใช่เขามันเลว
เขามันเป็นคนชั่ว
เขามันเป็นผู้ชายอันตราย
ผู้ชายที่อยู่ต่อหน้าแสนดีแต่ลับหลังแสนเลว
คำจำกัดความของคำว่าเลวใช้กับผู้ชายคนนี้ไม่หมดหรอกและก็ไม่มีอะไรกำจัดความร้ายความเลวได้ในเมื่อเขามันยิ่งกว่านั้น ลมหายใจอุ่นเคลื่อนปัดเข้าใบหูของฉันในตอนที่ผู้ชายคนนั้นพูดออกมาด้วยความเบาระดับหนึ่งทว่าฉันกลับได้ยินเสียงชัดเจน
หัวใจเต้นตึกตักสั่นรัวทั้งที่ประโยคนั้นผ่านไปได้สักพักแล้วกิริยาตอบกลับของฉันคือการนิ่ง ยืนนิ่งไม่ขยับถึงแม้จะแม้อ้อมแขนใหญ่รัดตัว จะว่าไปตอนนี้เหมือนกับตัวเองเป็นเหยื่อที่โดนงูตัวใหญ่รัดตรึงอย่าว่าแต่หาทางออกเลยการหายใจก็ยังลำบากมากกว่าเดิมเสียอีก
“ตอบมาหนีทำไม”
“หนีคนเลว”
คราวนี้ฉันพูดออกมาแกมการด่าเขาไปด้วย ถ้าอยากรู้นักฉันก็จะบอกสาดใส่ใบหน้าของเขาหวังว่าทุกอย่างจะจบลงไม่มีอะไรอีกทว่าทุกอย่างไม่เป็นเช่นนั้นเมื่ออ้อมแขนใหญ่ออกแรงกอดรัดเพิ่มมากกว่าเดิมอีกทั้งใบหน้าของเขาก้มลงมาซุกซอกคอ
“คนเลวงั้นเหรอ”
“จะทำอะไร ปล่อยหนู!”
เพราะเหตุการณ์ซ้ำกับเมื่อหลายปีที่แล้วการดิ้นพร้อมทั้งฉุดยื้อเกิดขึ้นในเมื่อเขาไม่ยอมพยายามใช้กำลังกับฉันฉันก็ไม่หยุดนิ่งดีดดิ้นเอาตัวรอด
ไม่เด็ดขาด
มันจะต้องไม่ซ้ำรอย
แต่สุดท้ายเขาก็เหวี่ยงร่างกายฉันลงเตียงก่อนเข้ามาคร่อมตรึงแขนระนาบไปกับใบหน้าจึงสามารถเห็นใบหน้าหล่อของเขาชัดเจนใกล้จนลมหายใจเป่ารดกัน เส้นผมสีม่วงเด่นโยกย้ายไปมาในยามที่คนด้านบนเคลื่อนตัวลงเข้ามาจรดริมฝีปากลงประทับกับปากของฉัน
ยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อฉันหลีกเลี่ยงสัมผัสโดยการหันใบหน้าไปทางซ้ายทีขวาที่สุดท้ายมือใหญ่ก็สอดเข้าไปท้ายทอยบังคับให้หยุดรับสัมผัสของเขา
สัมผัสที่ครั้งหนึ่งเคยมี
สัมผัสที่ไม่เคยจางหายไปตามเวลา
สัมผัสที่ครั้งหนึ่งเหตุการณ์คล้ายกัน
และสุดท้ายคนด้านบนก็ทำให้ฉันเปิดริมฝีปากยอมรับให้ลิ้นรุกล้ำเข้ามา
และพอเวลาเนิ่นนานเขาก็ผละออกพร้อมใช้สายตาจ้องมองลงมาดูฉันนิ่งอีกทั้งสองมือก็ปล่อยการจับกุมเรียบร้อยเหลือแค่การคร่อมบนตัว
“อย่าบอกว่าเลวอีก”
“...”
“ขืนพูดขึ้นได้ยินมันจะไม่จบแค่นี้แน่”
“จะทำอะไร จะทำเลวระยำแบบนั้นกับหนูอีกงั้นเหรอ รู้มั้ยว่าคุณทำลายทุกอย่างของหนูไปหมดทำลายมันทุกอย่างไม่เว้นแม้แต่อนาคต”
น้ำตาคลอเบ้าต่อหน้าผู้ชายคนนี้แต่ฉันไม่สนใจอีกแล้ว ไม่สนใจว่าตัวเองจะน่าสมเพชมากแค่ไหนในสายตาของเขาแม้จะไม่ใช่ผู้หญิงที่ดีก็ตาม ฉันก็อยากมีอนาคตอยากมีช่วงเวลาเหมือนกับเพื่อนๆ ในวัยเดียวกันแต่พอเรื่องราวเกิดขึ้นต้องกระโดดข้ามช่วงระผิดชอบอะไรที่หนักหนาคิดหรือว่าจะไม่อ่อนแอ
“...”
“ออกไปจากตัวหนู ออกไปจากชีวิตหนูเลย!”
พอฉันตะคอกตวาดสาดใส่หน้ามือใหญ่ก็กระชากชุดทำงานออกจนมันฉีกขาดเผยร่างกายต่อหน้าผู้ชายใจร้ายคนนี้อีกครั้งหนึ่งแล้ว
เผียะ!
รู้ว่าตัวเองทำอะไร
รู้ว่าตัวเองเลือดร้อนขนาดไหน
ไม่ต่างจากผู้ชายตรงหน้าและก็ไม่สนแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นในเมื่อทำขนาดนี้ก็อย่าหวังว่าจะได้รับความเกรงใจจากฉันเหมือนกัน แรงมาก็แรงกลับฉันไม่ใช่คนอ่อนโยนไม่สู้คนถ้าไม่มีอะไรมาต่อรองทำแรงมาแบบไหนก็จะแรงกลับไปเช่นกัน
“ได้...”
“...”
“เอาตรงนี้ก็ได้”
เผียะ!
เสียงครางในลำคอบวกกับกับใช้ลิ้นกระทุ้งแก้มตรงที่โดนตบถึงสองครั้งที่เดิมด้วยหลังมือของฉัน แววตารุ่งโรจน์ราวกับสัตว์ป่าคู่นั้นแสดงขึ้นให้เห็นเหมือนกับคืนนั้นต่างกันแค่เพียงตอนนี้เขาทำตอนยังมีสติครบ รู้ตัวเองทุกอย่างว่ากำลังทำอะไรแต่เขาก็ยังเลือกทำ
พอเขากระชากเสื้อออกจากตัวฉันอย่างป่าเถื่อนไม่สนใจความเจ็บหรือเสื้อบาดผิวฉัน เขามันยิ่งกว่าสัตว์อีกไอ้ผู้ชายคนนี้ทว่าจู่ๆ มือใหญ่ก็ชะงัก
นัยน์ตาจดจ้องที่หน้าท้องฉัน
“นี่รอยอะไร รอยอะไรตรงหน้าท้องเธอซาน”
“...”
การเลือกเงียบเป็นคำตอบของฉันอีกเช่นเคย ความรุนแรงที่แสดงออกไปหยุดหมดแม้กระทั่งลมหายใจก็ขาดห้วงไปตามๆ กัน ชนวนเรื่องนี้เกิดขึ้นมาเนิ่นนานแต่ผลมันยังตามมาถึงปัจจุบันทั้งฉันและเขามีเพียงแค่ฉันเท่านั้นที่รู้ในข้อนี้และมันก็จะมีแค่ฉันตลอดไป
ความลับไม่มีในโลก
แต่ถ้ามีแค่ฉันที่เป็นผู้กุมมันก็จะเป็นความลับตลอดไป
“ทำไมยาวเหมือน...”
“...”
ความเงียบเข้ามากัดกินหัวใจ
อีกด้านหนึ่งก็ลุ้นจนตัวโก่งกับประโยคที่พูดเหมือนให้ลุ้น เพราะเขาพูดออกมาไม่จบประโยคแล้วหยุดไปทำให้เกิดความร้อนรนเป็นวัวสันหลังหวะอยู่แบบนี้
“ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นใช่มันในช่วงที่ผ่านมา”
เนิ่นนานเข้าลมหายใจของก็เหมือนถูกตัดออกไปชั่วขณะสมองขาวโพนไปหมดเมื่อได้ยินประโยคด้านบนของเขาดังขึ้นยังไม่พอนัยน์ตาคู่นั้นจ้องมองรอยแผลเป็นตรงหน้าท้องนิ่งราวกับกำลังพยายามคิด
“ผ่าตัด”
การกัดฟันพูดออกมาเล็ดรอดไรฟันทำให้โล่งใจขึ้นมาบ้างถ้าไม่ตอบโต้เลยเดี๋ยวจะดูแปลกไปจากเดิม รอยแผลที่ไม่จางหายใต้สะดือไปอีกคืบกว่านั้นมันไม่ราบไปกับเนื้อผิวยังนูนขึ้นนิดหน่อยทว่าพออยู่บนตัวฉันยิ่งทำให้เห็นชัดกว่ามากเพราะมันตัดกับสีผิวขาวของฉันอย่างสิ้นเชิง
แผลจากการผ่าคลอดสตางค์
ฉันไม่ได้คลอดธรรมชาติเนื่องจากลูกตัวใหญ่
“ผ่าตัดเหรอ?” เรี่ยวแรงของคนด้านบนที่คร่อมตัวฉันอ่อนลงไม่รุนแรงเหมือนกันก่อนหน้า เขาเบาแรงลงไปมากแต่สีหน้าก็ยังดูสงสัย “เป็นอะไรทำไมผ่าตัด”
“...”
ครั้งแรกที่ฉันนึกว่าผู้ชายคนนี้กวน
เขาทำไมขี้สงสัยกับไอ้เรื่องแค่นี้
“ถามว่าเป็นอะไร”
“ผ่าตัดไส้ติ่ง!”
“ไส้ติ่ง?”
ใบหน้านิ่งพยักหน้าทำราวบอกฉันว่าเข้าใจที่บอกไปแล้วแค่นี้อาการหนักอึ้งตรงใจฉันก็ผ่อนคลายออกไปบ้างแต่ที่ยังขยับตัวลุกไม่ได้ก็เพราะเขาคร่อมตัวอยู่
“ใช่”
“เอาตรงๆ เลยนะเธอนึกว่าพี่ฉลาดมั้ยซาน” และแล้วสายตาคนตรงหน้าก็กวาดขยับมองหน้าท้องสลับกับมองหน้าฉันอีกครั้ง “เผื่อเธอจะยังไม่รู้ว่าไส้ติ่งเขาผ่ากันใต้สะดือก็จริงแต่มันเยื้องออกไปข้างขวา ไม่ใช่ตรงใต้สะดือลงไปอย่างไอ้รอยที่มันอยู่ตรงหน้าท้องเธอ เอาความจริงมา...”
เขาหรี่สายตาลงเล็กน้อยสำหรับจ้องจับผิดโดยเฉพาะ
เขาชอบกดดันโดยใช้แววตาน่ากลัว
เขาชอบให้ตัวเองเหนือกว่า
และก็ชอบทำให้ฉันตกเป็นเบื้องล่าง
แล้วมันก็ยิ่งทำให้ฉันซึ่งเป็นผู้หญิงคนหนึ่งรนได้อย่างอัตโนมัติ ความกลัวมันกัดเซาะเกาะกินหัวใจเกินความอดทนไปหมดกระทั่งลมหายใจของฉันเกิดการขาดห้วงราวกับหยุดชะงักไปเมื่อสายตาเขาเคลื่อนไปหยุดลงยังรอยแผลเป็นนั้นอีกรอบ
รอยแผลที่ทั้งฉันและเขามีส่วนร่วมกัน
เพราะค่ำคืนนั้นเลย...
“...”
“เอาความจริงมาซาน”
เพราะโดนกดดันไม่เลิก
เพราะหลีกเลี่ยงหลีกหนีไม่ได้
เพราะจนหนทางฉันจึงถอนหายใจออกมาและจำใจพูดออกไป
“ฉันจะเป็นอะไรมันก็ไม่เกี่ยวกับคุณนิคะ” หวังว่าจะเป็นทางออกให้กับตัวเองเมื่อการพยายามตั้งสติต่อสู้กับความกลัวด้วยการข่มมันไว้สุดใจก่อนที่จะเอ่ยพูด การทำอารมณ์ให้เยือกเย็นดั่งสายน้ำหวังจะช่วยดับรดความโกรธของเขาเพราะมันเริ่มบานปลายไปกันใหญ่แล้ว “ฉันป่วยไม่แข็งแรงเหมือนใครคนอื่นจะรับการผ่าตัดเพื่อแค่อยากมีชีวิตต่อมันก็ไม่เห็นแปลก”
เห็นไหมความตีเนียนที่ฉันยังดันทุรังคนเดียว
โดยที่อีกฝ่ายมองกลับมาด้วยสายตาไม่เชื่อเช่นเดิม
คำพูดที่ฉันตั้งใจคิดตั้งใจหาคำตอบเพื่อหลีกเลี่ยงกับเป็นเหมือนสิ่งที่ไร้ประโยชน์ไม่เข้าหูของอีกคนแม้แต่คำเดียว เขาไม่คิดใส่ใจด้วยซ้ำ
“เหรอ”
หมดแล้วหนทางที่ในตอนนี้ฉันเอามาแก้ไขปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่เปรียบดังกับฉันกำลังจะจมน้ำรอบตัวไม่มีอะไรสามารถคว้าหรือหามาพยุงเพื่อตัวเองได้เลย นาทีนั้นน้ำก็เพิ่มระดับขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่หยุดยั้งพวกมันกำลังดูดกลืนร่างฉันให้จมลงเหมือนกับเขาในตอนนี้
เขาทำให้ฉันเหมือนตกนรกอีกรอบหนึ่ง
“...”
นรกบนดินตอนแรกนึกว่าสวรรค์ที่ไหนได้พอตกหลุมพรางไปเท่านั้นแหละรสชาติที่ได้ลิ้มลองกับทำให้ฉันดิ้นทุรนทุรายหนีออกมาแทบไม่ได้ ตรรกะบ้าบอกพวกนั้นพอได้ฟังไม่มีใครหยิบยกขึ้นมาบูชาหรอกนอกจากคนไร้ความรู้สึกของความเป็นคนเท่านั้นจะเข้าใจ
“ไม่เกี่ยวจริงๆ สินะ”
“ใช่...”
ฉันยอมรับด้วยคำพูดที่ดังอยู่ในลำคออีกทั้งยังพยายามหลีกเลี่ยงสายตาคู่นั้น ก็เพราะไอ้ดวงตาคู่นี้แหละที่ทำให้ฉันเป็นอย่างทุกวันนี้ วันนั้นถ้าฉันไม่หันหลงไปมอง วันนั้นถ้าฉันไม่ยืนนิ่งแต่ใช้สายตามองกลับและถ้าวันนั้นฉันรับรู้ตื้นลึกหนาบางมากกว่านี้คงไม่เป็นเช่นนี้
“คิดว่าพี่จะเชื่อมั้ย?”
“...”
“คิดว่าพี่ไม่รู้อะไรขนาดนั้นเลย”
“...”
ไม่คิดแต่มันก็ผ่านไปนานแล้วเหลือกันไม่ใช่แผลสด ตอนนี้มันคงเหลือแค่รอยแผลที่ปิดสนิทไม่มีอะไรทำให้มันเปิดขึ้นมาอีกแล้ว เรื่องราวพวกนั้นก็จบลงโดยไม่มีใครเดือดร้อนนอกจากฉันคนเดียว
ฉันคนเดียวที่ได้รับทั้งความเกลียดชัง
ฉันคนเดียวที่ได้รับผลของมันทุกอย่างจากความเชื่อใจ
“โลกมันคงเหวี่ยงให้เรามาเจอกันอีกสินะซาน เด็กน้อยในวันนั้น”
“หยุด!”
“เด็กน้อยแสนซื่อ อ่อนต่อโลกหลงเชื่อคำพูดง่ายๆ ของเพื่อนเหี้ย”
“คุณมันก็ไม่ต่างจากเดนนรกพวกนั้นหรอก การกระทำเลวระยำกว่าตั้งเยอะ!”
“ก็ใช่” คนตรงหน้าฉันยักไหล่ทำท่าทางไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น จิตสำนึกอย่าถามเลยแค่นี้ก็ทำให้รับรู้แล้วว่าถ้าฉันเอ่ยปากถามจะได้อะไรกลับมาตอกหน้า “จะว่าอะไร ด่าออกมาก็ได้”
“จะทำอะไร!”
แต่แล้วตัวฉันเองที่เป็นฝ่ายตกใจจากการที่เขารวบมือทั้งสองของฉันด้วยมือเดียวก่อนที่จะใช้อีกมือหนึ่งเข้ามาลูบวนบนรอยแผลเป็นนั้น ยิ่งปลายนิ้วสัมผัสทุกความรู้สึกทุกการกระทำของคืนนั้นก็เข้ามาสู่หัวสมองน้อยนิดของฉันอีกราวกับว่าอยากฉายภาพคืนนั้นให้เห็นให้จดจำ
“...”
“ปล่อยหนูนะ ปล่อยไง!”
“เจ็บมั้ย?”
“หนูไม่เป็นอะไรทั้งนั้นแหละ ไม่เจ็บเหมือนอย่างที่คุณคิดเลย”
“นั่นสินะ ตอนผ่า.... คงสลบ” เขาจงใจเว้นไว้จากนั้นก็พูดต่อ “คิดว่าไอ้ผู้ชายที่หนีมามันไม่เคยรับรู้เรื่องของเธอเลย”
“...”
เป็นไปไม่ได้แน่ๆ
“ใช่หรือเปล่า”
ก๊อกๆ ก๊อกๆ
แต่แล้วไม่ทันที่ฉันจะได้ตอบเสียงเคาะประตูดังขึ้นเรียกสายตาฉันไปมอง ความกลัวจับจิตจับใจเกิดขึ้นพร้อมกับร่างการที่มันต้องออกแรงประท้วงให้หลุดรอดจากพันธนาการของเขา การพยายามดิ้นให้หลุดก่อนจากนั้นค่อยคิดต่อว่าจะเอายังไงดีถ้าเกิดอีกฝ่ายที่เคาะประตูมีกุญแจสำรองในมือทุกอย่างต้องจบแน่
“ซานแกล็อคประตูทำไมเนี่ย”
ป้าอุ่น...
ก๊อกๆ ก๊อกๆ
เสียงเคาะดังขึ้นถี่มากเพราะป้าอุ่นเล่นใส่รัวไม่ยั้งจึงกดดันให้ฉันต้องมองขึ้นไปสบตากับเขาอีกครั้งการสบตาแกมสื่อขอร้องว่าอย่าทำให้เรื่องราวมันยุ่งยากไปมากกว่านี้อีกเลยแต่แล้วรู้ไหมว่าสิ่งที่ฉันได้กลับคืนมาคือรอยยิ้มร้ายเหยียดยกขึ้นตรงมุมปากพร้อมกับการสื่อความหมายว่า...
‘ไม่ทำตาม’
‘เอามันให้รู้ไปเลย’
และนี่คือสิ่งที่ทำให้ฉันอยากจะบ้าตาย
“คุณปล่อยหนูก่อน”
“ไม่”
“แต่ป้าอุ่นมีกุญแจสำรองเข้ามาเห็นมันไม่ดี” การพยายามพูดด้วยเหตุผลสุดท้ายแล้วมือใหญ่ก็ปล่อยข้อมือฉันเป็นอิสระแต่ยังไม่ย้ายออกไป “คุณลุกไปสิ”
“นี่แกอยู่ในนั้นหรือเปล่าซาน”
“ยะ...” แค่นั้นฉันพูดได้แค่นั้นเพราะถูกกระชากให้กึ่งลุกกึ่งนั่ง ไม่สมควรเอ่ยออกไปสินะถึงได้จ้องเขม่นขนาดนั้นแล้วก็ไม่บอกกันดีๆ “นิ!”
“ทำตัวดีๆ”
แล้วการขู่เข็ญก็เข้ามาทำให้ตัวฉันแข็งนิ่งเพราะเวอร์ชั่นนี้ของเขาไม่ควรเข้าไปขวางเด็ดขาด การกระทำต่อมาที่เขาทำด้วยความรวดเร็วมากนั่นคือการลากฉันให้ลุกขึ้นจากเตียงเดินไปยังหน้าตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ที่อยู่ข้างกันทันทีที่ประตูเลื่อนถูกเขาเปิดฉันก็รับรู้ตัวดีว่าต้องซ่อนอยู่ในนี้
อีกทั้งยังมีแรงดันร่างฉันอีก
“...”
“อย่าให้ได้เหลืออด”
สันกรามปูดนูนขึ้นเพราะเขากำลังระงับอารมณ์เต็มที่
“แต่หนู...”
การพยายามจะแย้งของฉันดูหมดหนทางหมดความหมายไปในทันทีเมื่อท่าทีแข็งกระด้างประกอบกับวาจาที่กำลังจะพ่นออกมานั้นไม่ทันให้ฉันได้พูดต่อได้เลย
“ซาน เธอคงรู้นะว่าต่อจากนี้มันจะเป็นยังไงถ้าทำให้พี่โกรธ”
“...”
ความพินาศย่อยยับตามมาเป็นพรวดนะสิทำไมฉันจะไม่รู้ ไม่มีอะไรปิดบังฉันได้หรอกโดยเฉพาะไอ้นิสัยเหล่านั้นถึงจากกันนานมันก็ยังทำให้ฉันจำได้ขึ้นใจไม่มีทางลบเลือนได้ทั้งนั้น ความเลวร้ายซึ่งกลายเป็นจุดด่างดำในจิตใจฉันต่อให้ทำความดีแค่ไหนก็ไม่สามารถทำอะไรไอ้จุดดำนั้นได้เลย
พยายามไปก็ไร้ค่า
เหมือนกับเรารู้ว่าตัวเองเป็นยังไงอยู่แล้วพอเอาทุกอย่างเข้ามาสาดใส่มันก็แค่นั้น พยายามแกล้งลืมเลือนแกล้งโหมงานหนักหน่วงยังไงสุดท้ายพอมาอีกวันมันก็กลับมาทำให้นึกถึงอยู่ดี ไม่มีอะไรมาทำให้ลืมได้หรอกนอกเสียจากว่าเราจะต้องปรับตัวอยู่ร่วมกันให้ได้
เหมือนที่ฉันพยายามทำอยู่ทุกวันนี้
แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ตลอด
“ฉะนั้นก็เงียบและนิ่งเฉยซะ”
“หึ...” ฉันเค้นเสียงออกมา
“เอาเลย เอาตามสบายเลยยังไงซะคุณมันก็เป็นจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารอยู่แล้ว”
~คลื่น~
แค่นี้ประตูตู้ก็ถูกเลื่อนปิดลงความมืดมิดบวกกับความเงียบยิ่งทำให้ใจฉันหวั่นไหวรนลานไปหมด นิ่งเฉยสั่งมาได้ยังไงใครมันจะไปทำได้ในเวลานี้กันสุดท้ายฉันก็ได้ประชดออกไปแต่เนื่องด้วยเวลาหรือปัจจัยอื่นๆ ที่เข้ามาเขาจึงไม่อยากเสียเวลาต่อล้อต่อเถียงกับฉันมั้งถึงตัดปัญหาด้วยการปิดประตูใส่หน้าแบบนี้
ทุกครั้งที่พยายามลุ้นถึงเหตุการณ์ด้านนอกหัวใจก็กระหน่ำเต้นระรัวไม่อยากนึกถึงมันเลยว่าสุดท้ายเหตุการณ์นี้จะลงเอยจบไปในรูปแบบไหนกันแน่ วุ่นวายหรือว่าเรียบร้อยเดาใจอีกคนซึ่งเป็นเหมือนผู้คุมซะตาเอาไว้หมดไม่ได้เขาอยากให้มันเป็นดั่งที่ใจของคิดไม่สนความเดือดร้อนของใครแม้กระทั่งฉันเองก็ตาม
ที่แน่ๆ
ถ้าป้าอุ่นเห็น เขาไม่ปฏิเสธ ฉันวุ่นวายที่สุด
แต่ถ้าตรงกันข้ามฉันก็รอด เรื่องวันนี้ก็คงเป็นความลับต่อไป
~คลื่น~
อ้าว...
แต่แล้วสิ่งที่ทำให้ต้องงงงวยมากกว่าเดิมคือประตูตู้ถูกเคลื่อนเปิดออกทำให้ฉันต้องเงยหน้าขึ้นมองสบตาคู่นั้นของเขาอีกทว่ากำลังจะเอ่ยปากถามเสื้อคลุมก็ถูกขว้างโยนควบลงบนศีรษะทันทีจากนั้นประตูตู้ก็เคลื่อนปิดลง
กลิ่นนี้
ไม่เคยลืมเลือน
ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมเฉกเช่นเสื้อตัวโคร่งผืนนั้นที่อยู่บนตัวฉันเมื่อหลายปีก่อน
นั่นใคร... ทำไมสายตาเขาสวยจัง
มันก็เป็นธรรมดาเมื่อคนเราได้มองไปพบเจอผู้คนแต่คนที่ฉันกำลังมองอยู่ในขณะนี้เขาช่างสมบูรณ์แบบเหลือเกินไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาส่วนสูงเกินร้อยแปดสิบแน่ๆ การแต่งตัวที่ไม่เหมือนคนปกติทั่วไปเพราะดูทั่วเนื้อตัวของแพงทั้งนั้นทั้งที่เป็นแค่วัยรุ่น
“จ้องตาเป็นมันเลยนะอีซานชอบอ่ะดิ เห็นเขาบอกว่ามาเที่ยวอ่ะ” ฉันละสายตาจากเขาเพื่อมามองพี่มิ้นลูกเจ้าของร้านขายของชำหน้าปากซอย “กลุ่มพวกพี่เขาสุดๆ โคตรของความหล่อว่ามั้ยอีซาน”
“ก็...”
“ทำเป็นเรียบร้อยนะมึง!”
ศีรษะของฉันเอียงไปอีกทางตามที่ถูกพี่มิ้นดัน
“ซานแค่มาซื้อของค่ะพี่มิ้น”
“เร็วๆ ซื้อมัวอ่อยอยู่นั้นแหละ เห็นเงียบๆ ฟาดเรียบหรือเปล่าก็ไม่รู้”
ไม่ใช่ฉันแน่ ถึงผู้ชายคนนั้นจะรูปหล่อแค่ไหนแต่ฉันก็ไม่คิดอะไรแบบนั้นกับคนที่ตัวเองได้เห็นแค่ไม่ถึงนาทีอีกอย่างไม่ได้พูดจาหรืออ่อยด้วยซ้ำ
“ซานซื้อ...”
“น้ำเปล่าขวดเท่าไหร่ครับ?”
แต่แล้วประโยคของฉันหยุดชะงักไม่สามารถพูดอะไรต่อเนื่องจากมีลำแขนใหญ่ยื่นขวดน้ำจากด้านหลังเกือบสัมผัสกับหัวไหล่ฉันแล้วตอนนี้ถ้าฉันขยับตัวหน่อยมันต้องสัมผัสกันแน่ๆ
นิ่งไว้ไอ้ซาน
ท่องไว้ใจเย็นๆ
“10 บาทค่ะ” พี่มิ้นตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “ส่วนแกจะซื้ออะไรอีซาน”
“เอ่อ... ซะ ซื้อมาม่า 1 ซองค่ะพี่มิ้น”
“รอ”
ฉันรู้อยู่แล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้ มาตรฐานการบริการของพี่มิ้นทั้งคำพูดจาการกระทำต่างกันโขดมากถึงมากที่สุดแต่ก็สมควรแล้วแหละ
“ไม่ต้องทอนครับคิดรวมมาม่าซองนั้นได้เลย”
แค่นี้ฉันก็หันตัวขวับมองผู้ชายคนดังกล่าวที่เปิดขวดน้ำยกขึ้นดื่มไม่สนใจสายตาใคร การดื่มน้ำที่ทั้งเท่ราวกับเป็นพรีเซนเตอร์เองขนาดนั้นและแล้วสายตาเขาก็สบตากับฉันแบบระยะห่างที่ใกล้กว่าเมื่อก่อนหน้า แบบนี้เป็นฉันเองที่โคตรประหม่ากำเหรียญในมือแน่น
“ชื่อซานเหรอเรา ชื่อเหมาะกับตัวดี”
“...”
ครั้งแรกที่ชื่อฉันถูกชม
ครั้งแรกที่มีคนเอ่ยเรียกซานโดยไร้คำไอ้อีนำหน้า
ครั้งแรกที่มีคนส่งยิ้มให้ทั้งที่ฉันเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเขา
“อีกอย่างก็ so cute”
“...”
So cute
งั้นเหรอ...
ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะเกร็งขนาดไม่กล้าสบสายตากับคนตรงหน้า การที่ได้แต่หลุบมองไปยังรองเท้าของเขาซึ่งมันก็สวยและก็แพงนั้นฉันแทบจะไม่กล้าทำอะไรเลยนอกจากเงียบนิ่งเก็บความรู้สึกต่างๆ มากมายเอาไว้ภายใต้ร่างกายของตัวเอง
“แถมขี้เขินด้วย”
ยิ่งไปกันใหญ่กับประโยคนี้
ฉันไม่ได้ขี้เขิน ไม่ได้เป็นแบบนั้นสักนิดเลยนะ
“...”
“แก้มแดงเชียว”
“อีซานมาม่าเอาไป มือมีตีนไม่หัดหยิบเอาเอง”
แต่แล้วเสียงของพี่มิ้นก็ดังขึ้นขัดจังหวะอึกอัดพวกนั้นดีนะ มันดีมากๆ เลย ฉันจึงหันหน้าไปหาพี่มิ้นเพราะไม่อยากโดนว่าให้อีกแล้วแค่นี้เธอก็เกลียดฉันเข้ากระดูกดำโดยไม่ทราบสาเหตุถ้าขืนยืนหันหลังให้ในขณะที่เธอพูดเธอต้องเอาไปประจานใส่สีตีไข่อีกแน่
แค่นี้ก็เข็ดแล้ว
ไม่อยากอยู่นานๆ
“...”
“เป็นอะไรไปอีกใบ้หรือไงหรือนึกว่าตัวเองเป็นคุณหนูบ้านนอกถึงโดนผู้ชายหล่อแซวนิดแซวหน่อยตัวอ่อยปวกเปียกเอียงอาย ทำอย่างไม่เคยนะมึงอีซาน!” พูดจบมาม่าซองเล็กก็ถูกโยนตรงมาให้ฉันดีนะที่รับทัน “รีบไสหัวมึงไปเลยนะ เห็นหน้าแล้วหมั่นไส้!”
“ค่ะๆ”
“ไปสิ!”
นาทีนั้นถ้าไม่รีบออกจากร้านฉันคงโดนเละมากกว่านี้แน่จึงรีบเผ่นออกมาก่อนดีกว่าโดยไม่สนใจมองไปทางผู้ชายคนนั้นอีกแต่ได้ยินเสียงพี่มิ้นพูดจาดีกับเขามากชนิดที่เรียกว่าเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือแทน
ในขณะที่ฉันเดินไกลออกจากร้านมาเรื่อยๆ เสียงบทสนทนาของทั้งสองคนก็เบาลงตามกันไปพอห่างออกไปทุกทีๆ สุดท้ายไอ้ประโยครั้งท้ายที่ได้ยินก็คือ
ถ้าทำให้จะได้เท่าไหร่...
ประโยคของพี่มิ้นที่มีน้ำเสียงกึ่งท้าทาย
ซึ่งวันนั้นเมื่อสองปีฉันไม่รู้
แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าวันนั้นไอ้ประโยคนั้นมันคืออะไร
รู้แล้วว่ามันหมายความว่าอย่างไร
การเป็นบุคคลที่สาม เป็นเป้าหมาย เป็นคนโง่และเป็นเหยื่อให้คนพวกนั้นเอ่ยพูดจาถึงโดยที่พวกเขาไม่ได้หวังดีกับเราสักนิดเดียว การโดนหลอกด้วยการเอาความเชื่อเข้ามาเป็นสื่อจากนั้นทุกคนก็หักหลังฉันอย่างเลือดเย็นไร้ความปรานีใดๆ และฉันก็ไร้การต่อสู้ต้อกรกับพวกเขา
มันโคตรทุเรศสิ้นดี
น่าสมเพชตัวเองเป็นที่สุด
และมันก็ฝังใจฉันมาจนถึงทุกวันนี้ว่าอย่าให้ความเชื่อใจใครง่ายๆ สุดท้ายมันมักกลับมาทำร้ายเราเอง
ก๊อกๆ ก๊อกๆ ก๊อกๆ
ความคิดของฉันถูกคั่นด้วยเสียงรัวการเคาะประตูของป้าอุ่นจะไม่ตื่นเลยถ้าฉันไม่ได้ยินเสียงเปิดประตูห้องของเขาดังขึ้น ความเงียบเกิดขึ้นภายนอกซึ่งเดาได้ไม่อยากว่าป้าอุ่นต้องอึ้งอยู่แหงๆ
ทำอะไรไม่ถูกใช่ไหมป้าอุ่น
ฉันเองตอนนี้ก็เหงื่อท้วมตัวมือเปียกชื้นไปหมดเพราะลุ้น
“มีอะไรหรือเปล่าครับ?”
“เอ่อ...”
“มีผมคนเดียวอยู่ในห้องนี้ครับ จัดการบอกเลขาให้ผมทีหน่อย”
“หรือว่า...”
“ครับ ผมประธาน...”
“สวัสดีค่ะ ขอโทษทีนะคะ พอดีลูกน้องดิฉันทำความสะอาดห้องนี้ในตอนเช้านึกว่ายังไม่เสร็จจึงเสียมารยาทเคาะรัวเพราะห่วงเธอนิดหน่อย” ดูเหมือนป้าอุ่นไม่ฟังการแนะนำตัวของอีกฝ่ายเพราะป้าอุ่นต้องรู้มาก่อนแน่ๆ ไม่งั้นจะขอโทษขอพายขนาดนั้นเหรอ ข่าวการมาของเขาดังระเบิดในกลุ่มพนักงานขนาดนี้ “ร่างกายเธอไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่ค่ะแต่ทำงานได้เต็มร้อยนะคะท่าน”
“อ๋อ... ครับ”
เสียงรับราบเรียบเหมือนเดิม
“เดี๋ยวดิฉันจัดการที่สั่งให้ค่ะ ขอโทษอีกครั้งนะคะ”
“ไม่เป็นไรฝากจัดการอีกเรื่องผมชอบห้องนี้ อยากมาทำงานห้องนี้กรุณาบอกเลขาให้หน่อย”
คุณอาจจะชอบ





