
แล้วแต่คุณจะการุญ
ตอน 2
บทที่ 1
ตะวันตื่น
.
.
.
ผู้จัดการส่วนตัวบอกแล้วว่าอย่าเข้าไปอ่านความคิดเห็นของชาวเน็ต แต่เพราะอยากรู้จึงอดใจไม่ไหว เข้าไปนั่งส่องอยู่พักใหญ่ ซึ่งตอนนี้มันกลายเป็นประเด็นร้อนจนขึ้นเทรนด์อันดับหนึ่งไปแล้ว แต่มันไม่ใช่แฮชแท็กชื่อเธอ เป็นชื่อของตัวต้นเรื่องอย่างมะไฟเฟื่องนรี แต่เนื้อหาในนั้นส่วนมากพาดพิงถึงเธอ บ้างก็พยายามเลี่ยงบาลี บ้างก็เอ่ยออกมาตรงๆ
ต่างบอกว่าไม่อยากจะเชื่อว่าคนอย่างตรีนาถจะพยายามเข้าหาผู้ชายของคนอื่น แต่ก็มีส่วนหนึ่งที่บอกว่าเธอเป็นพวกร้ายเงียบ ชอบทอดสะพานให้แฟนชาวบ้าน
เปรมหทัยถึงย้ำนักย้ำหนาว่าห้ามโต้ตอบใดๆ เพราะตอนนี้เธอคันมืออยากพิมพ์ตอบโต้มากเหลือเกิน
ที่ผ่านมาเธอมั่นใจว่าตัวเองใช้ชีวิตอย่างดี ไม่เคยทำสิ่งที่ไม่ควรอย่างการยุ่งกับแฟนของคนอื่น ไม่เคยแม้แต่จะพูดคุยหยอกล้อกับใครในเชิงชู้สาว เธอใช้ชีวิตคนเดียวมาโดยตลอด ไม่มีแฟน ไร้คนคุย ไม่เคยใจเต้นแรงกับใครหน้าไหน แล้วธเนศก็ไม่เคยอยู่ในสายตาเธอเลย
ไถหน้าจอไปสักพักก็เจอทวีตที่บอกว่าเคยเรียนโรงเรียนเดียวกับเธอ พร้อมยืนยันว่าเธอมีนิสัยแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่รู้แน่ชัดว่าคนพิมพ์เป็นใคร ไม่ได้มีหลักฐานอะไรนอกจากข้อความสองสามบรรทัดเลย แต่ยอดรีทวีตหมื่นกว่า คนโควตไปด่าอีกเป็นพัน
ฉ่ำมากไอ้ตาว เข้าวงการมาตั้งหลายปีไม่เคยมีเรื่องให้โดนสังคมจวกยับขนาดนี้ มาโดนทีก็รับน้องกันเสียแรง
ถ้าเธอทำจริงจะไม่โกรธเลย แต่เธอคุยกับธเนศนับคำได้ ซึ่งก็คุยกันที่กองถ่ายเท่านั้นและยังอยู่ในขอบเขตของงาน ไม่ได้มีเรื่องอื่นมาเกี่ยวข้อง อินสตาแกรมก็ไม่ได้ติดตามกันและกันไว้ เพื่อนของเขาเธอก็ไม่เคยรู้จัก และเรื่องชวนไปปาร์ตี้อะไรนั่นเหลวไหลที่สุด
ตรีนาถไม่ใช่สายปาร์ตี้ เหล้ายังไม่ดื่มเลย ที่เห็นเธออยู่ร้านเหล้าบ่อยๆ นั้นล้วนไปร้องเพลงเพราะมันไม่มีเวทีให้เธอได้แสดงมากนัก นักร้องในประเทศก็พึ่งร้านเหล้าเป็นหลัก เธอก็เป็นหนึ่งในนั้น ส่วนการไปภูเก็ตมันเป็นตารางงาน มีงานเฟสติวัลที่ริมทะเล ตารางงานชัดเจนว่าจัดวันไหน ใครจะไปก่อนไปหลังไม่สำคัญ แต่เธอที่รับงานไว้ต้องไปทำงานอยู่แล้ว
แม้จะรู้สึกเหลือเชื่อที่เฟื่องนรียกเรื่องนี้มาโจมตีกันเพราะมันไร้สาระสุดๆ แต่เรื่องพรรค์นี้กลับเรียกกระแสได้อย่างไม่น่าเชื่อ
เอาเถิด คืนนี้เธอจะเผาตัวเองพลีชีพเพื่อให้แก๊งตัวมัมได้แสง แต่วันพรุ่งนี้จะไม่ยอมตกเป็นเหยื่อของหน้าไหนทั้งนั้น
มีสิ่งหนึ่งที่ตรีนาถไม่เข้าใจ เธอไม่ทราบแรงจูงใจว่าเหตุใดแม่ดาราแห่งยุคจะต้องหาเรื่องเธอด้วย เธอก็อยู่ของเธอดีๆ ไม่เคยไประรานใดๆ กับคนเหล่านั้น รวมไปถึงแฟนหนุ่มของเจ้าหล่อนที่นอกจากเรื่องงานในวันนั้น เธอก็ไม่เคยคุยอะไรกับเขาอีกเลย
ไม่รู้ว่าก้าวไหนของตัวเองที่ไปเหยียบหางของเฟื่องนรีเข้า
จวนจะตีหนึ่งแล้วตรีนาถก็ยังข่มตาหลับไม่ลง พรุ่งนี้มีงานช่วงเช้าเพราะต้องไปออกอีเวนต์ของแบรนด์ที่ตนเองถืออยู่ เธอควรนอน แต่ก็นอนไม่หลับ
โทรศัพท์มือถือถูกปิดเครื่องไปตั้งแต่สองชั่วโมงก่อนหน้าเพราะมีชาวเน็ตบางส่วนส่งข้อความมาถามใน Direct Message บ้างก็แท็กมาถามตรงๆ ในทวิตเตอร์ จึงตัดขาดโลกภายนอกแล้วคว้ากีตาร์ตัวเก่งมานั่งเกาแก้เซ็ง เพราะจะนอนก็นอนไม่หลับเสียอย่างนั้น
สุดท้ายเธอก็วางกีตาร์ลงไว้ข้างตัว คว้ากระเป๋าสตางค์มาถือไว้เพื่อลงไปหาอะไรกินที่ร้านสะดวกซื้อ อย่างน้อยถ้าหนังท้องตึงหนังตาก็จะหย่อน เครียดแค่ไหนก็คงจะหลับได้
ใช้เวลาพักหนึ่งก็มาถึงที่หมาย พนักงานส่งยิ้มให้เพื่อทักทาย เธอก็ทำเช่นนั้นราวว่าไม่มีเรื่องทุกข์ร้อนอยู่ในใจ เดินเลือกซื้อของไปเรื่อยเปื่อย ให้หลังประมาณสิบห้านาทีก็เดินออกจากร้านพร้อมถุงใบใหญ่ มืออีกข้างถือกล่องนมแล้วดูดรองท้อง มองเผินๆ แลดูสบายอารมณ์ ทว่าใบหน้าเรียบสนิททั้งแววตายังไร้ชีวิตชีวา
เธอในวันพรุ่งนี้จะรับมือเรื่องยากๆ ได้ไหมนะ
สุดท้ายน้ำตาหยดแรกที่สะกดกลั้นไว้ก็ไหลออกมาจนได้ ที่ผ่านมาเธอเคยลำบากมามากแค่ไหนไม่มีใครรู้ดีเท่าตัวเอง เกิดในครอบครัวยากจน เป็นเด็กกำพร้าพ่อ ต้องอาศัยอยู่กับแม่และยายในบ้านโกโรโกโสที่หากฝนตกต้องวิ่งเอากะละมังไปรองน้ำกันให้วุ่น บางวันไม่มีแม้กระทั่งเงินไปกินขนมที่โรงเรียน ถูกตัดไฟก็บ่อย ชีวิตแบบนั้นเธอพยายามหนีมาตลอด พอดีกับที่มีพรสวรรค์ด้านเสียงร้องจึงเดินสายประกวดร้องเพลงเพื่อชิงเงินรางวัล
หลังได้เงินมาบ้างแล้วก็ซื้อกีตาร์เพื่อนำไปเล่นดนตรีเปิดหมวก เธอหวังว่าสักวันตัวเองจะได้เป็นนักร้องชื่อดังของประเทศ มีเงินเป็นกอบเป็นกำ อยากทำให้แม่กับยายสบาย แต่ยังไม่ได้ทำเช่นนั้นแม่ก็มาด่วนจากไปเสียก่อนด้วยโรคร้ายอย่างมะเร็งปากมดลูก บ้านหลังเล็กๆ จึงเหลือเพียงเธอกับยายวัยชรา ตอนจบมัธยมเธออยากเรียนต่อมหาวิทยาลัย อยากเข้าไปเรียนในกรุงเทพฯ เหมือนเพื่อนๆ คนอื่น แต่ระหว่างยายกับการเรียนหนังสือ ยายสำคัญกว่าอยู่แล้ว
ยายคือคนเดียวในชีวิตที่เธอมีอยู่
สุดท้ายตรีนาถก็ตัดสินใจไม่เรียนต่อมหาวิทยาลัย เธอพยายามหางานทำอยู่ใกล้บ้านเพื่อที่จะได้อยู่ดูแลยาย ล้มเลิกทุกความฝันที่เคยมี
นักร้อง... เรียนหนังสือ...
ช่างหัวมัน ชีวิตเธอมันมาได้แค่นี้
แต่อาจจะเพราะรักการร้องเพลงมาก แม้จะไม่ได้ยึดเป็นอาชีพหลักเพราะมันไม่รุ่ง เธอก็ยังขยันไปเปิดหมวกหลังเลิกงาน ก็ยังได้เงินจากการร้องเพลงมาช่วยซ่อมบ้าน ฝนตกไม่ต้องหากะละมังมารองน้ำให้เหนื่อย ถึงเวลาที่หมอนัดก็ยังมีเงินพายายไปหาหมอได้ ด้วยยายแก่แล้วทั้งยังมีโรคประจำตัว จึงต้องเข้าออกโรงพยาบาลอยู่เนืองๆ
ทว่าคืนหนึ่งในฤดูฝน เธอกลับบ้านหลังไปเปิดหมวกจนได้เงินเกือบหนึ่งพันบาท ซื้อขนมชั้นของโปรดไปฝากยายที่รออยู่ที่บ้าน แต่คืนนั้นต่อให้เธอเรียกกี่ร้อยกี่พันครั้งยายก็ไม่ขาน ต่อให้เธอปลุกเท่าไรยายก็ไม่ยอมตื่นมากินขนมชั้นทั้งที่ชอบกินมากแท้ๆ เป็นคนบอกเธอเองว่าถ้ามีขนมชั้นขายให้ซื้อมาฝากด้วย
ก็ซื้อมาฝากแล้ว ทำไมยายไม่ตื่นมากิน
นับจากวันนั้นตรีนาถก็ยังอยู่ที่บ้าน ทำงานและอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอไม่เหลือใครอีกแล้ว มีแค่ตัวเองที่ต้องเอาตัวรอดให้ได้ในโลกใบใหญ่
ตรีนาถเข้ามหาวิทยาลัยในวัยยี่สิบ ช้ากว่าคนอื่นหนึ่งปี ระหว่างนั้นก็ทำงานพาร์ตไทม์เพื่อส่งตัวเองเรียน ทั้งยังไม่ทิ้งความฝันที่จะเป็นนักร้อง แม้ว่าไม่มีใครอยู่ดูความสำเร็จของเธออีกแล้วก็ตาม
กระทั่งเจอเข้ากับเปรมหทัย เธอจึงได้ใบเบิกทางเข้าสู่วงการบันเทิง แต่น่าแปลกที่เงินทองและชื่อเสียงที่ได้รับกลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่า เธอในตอนนี้ที่นับว่าประสบความสำเร็จแล้ว เหตุใดคนที่เธอพยายามทำเพื่อพวกท่านมาตลอดถึงไม่อยู่ข้างกัน
และไอ้วงการมายาก็แสนจะเปราะบาง พยายามสร้างมาตั้งหลายปีแต่มันพังครืนลงได้ในเวลาชั่วพริบตา
เธอทำอะไรผิดหรือ เธอใช้ชีวิตของเธออยู่ดีๆ เหตุใดต้องมาทำร้ายกัน
โลกนี้มันใหญ่เกินกว่าเธอจะต่อสู้เพียงลำพังจริงๆ หากมีไหล่ของแม่ให้ซบ หากมีกอดอุ่นๆ ของยายคอยปลอบประโลม เธออาจไม่เสียใจมากขนาดนี้
ตรีนาถเดินน้ำตานองหน้าเข้ามาในลิฟต์ เสียงสะอื้นไห้ดังก้องอยู่ด้านในกล่องสี่เหลี่ยมโดยไม่สนใจจะสะกดกลั้นมันไว้ เธอเกลียดความหูเบาของทุกคน เกลียดคำพูดที่ทิ่มแทงจิตใจเหมือนเธอไม่ใช่คน ถ้าย้อนกลับไปได้เธอไม่อยากเป็นนักร้อง ไม่อยากมีชื่อเสียง ไม่เอาแล้วการเป็นดาวที่ลอยเด่นบนฟากฟ้า
เธออยากเป็นแค่ลูกของแม่ อยากเป็นแค่หลานของยาย อยากทำงานหาเลี้ยงพวกท่านอยู่ที่บ้านเกิด เลิกจากงานก็ไปเปิดหมวกร้องเพลงอย่างที่ชอบทำ ซื้อขนมชั้น ซื้อของที่แม่ชอบกลับมากินด้วยกันสามคนที่บ้านหลังเล็กๆ ไม่มีตึกสูงเสียดฟ้า ไม่มีแสง สี เสียง มีเพียงความรักของครอบครัว
ไม่อยากได้อะไรอีกแล้ว...
ทว่าจังหวะที่ประตูกำลังจะปิดลงกลับมีฝ่ามือใหญ่ของใครบางคนเอื้อมมาขวางไว้เสียก่อน ตรีนาถมองคนมาใหม่ทั้งม่านน้ำบังตาจนมองอะไรได้ไม่ชัดเจน แต่แค่เห็นก็จำได้ทันทีว่าคนมาใหม่คือหนึ่งในทีมงานสส. สัตรา
ปลายทางของเธอและเขาคือชั้นเดียวกัน หลังบานประตูปิดลงชายร่างสูงจึงพาตัวเองไปยืนอีกมุม กลิ่นแอลกอฮอล์ลอยมาปะทะจมูกเข้าอย่างจังเพื่อบอกให้รู้ว่าเขาคงเพิ่งกลับมาจากร้านเหล้า
ตรีนาถเม้มปากเป็นเส้นตรงเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น ทว่าน้ำตานั้นเกินจะห้ามได้ในเมื่อทำนบแตกแล้ว นมที่ดูดอยู่ก็กลายเป็นรสเค็มเพราะน้ำตาไหลเข้าปาก หล่อนหย่อนมันลงในถุงแล้วเอียงศีรษะซบลงไปกับผนัง
ระหว่างที่ลิฟต์ทะยานสู่ชั้นสี่สิบ ความเคลื่อนไหวของคนข้างกายกลับเรียกสายตาให้หันไปมอง
เขาไม่พูดไม่จาสักคำ ทำเพียงยื่นผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กๆ มาให้ นัยน์ตาที่เต็มไปด้วยน้ำสีใสคอยบดบังทัศนียภาพจึงเคลื่อนไปวางที่ใบหน้าคมคายของชายร่างสูง
“รับไว้เถอะ”
มือบางยื่นไปรับมันมาถือไว้แต่โดยดี ความอัดอั้นในใจไหลทะลักออกมาอย่างยากจะห้าม เสียงสะอื้นไห้ปานจะขาดใจดังระงม ผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กถูกเช็ดอย่างลวกๆ
“ขอบคุณ ฮึก ขอบคุณนะคะ”
เมื่อประตูเปิดออก ขายาวก็ก้าวไปด้านหน้าโดยมีหญิงสาวตัวเล็กก้าวตามไปไม่ห่าง
เธอเอ่ยถ้อยคำเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา “ขอบคุณนะคะ ขอบคุณจริงๆ ค่ะ”
เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องผ้าเช็ดหน้า แต่มันหมายถึงว่ายังมีคนที่แม้จะไม่สนิทกันแต่ก็ยังใจดีกับเธอหลงเหลืออยู่
นัยน์ตาคมเข้มปรายมองเจ้าของเสียงสะอื้นไห้ ใบหน้าเรียบสนิทไร้คลื่นอารมณ์ ก่อนเสียงแหบพร่าจะดังลอยมาตามลม ปนเปไปกับกลิ่นแอลกอฮอล์ “พรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว”
ก่อนร่างสูงใหญ่จะค่อยๆ ก้าวห่างออกไป ตรีนาถค้อมศีรษะให้อีกฝ่ายแม้เขาจะไม่หันมามอง
สาวเจ้าเอ่ยเสียงเจือสะอื้น “ขอบคุณนะคะคุณเมือง”
คุณอาจจะชอบ





