
ขอคืนดีได้ไหม
ตอน 3
เธอคิดทบทวนแล้วว่า เธออยากหย่า
ขืนยังคาราคาซังกันแบบนี้ต่อไป มันคงน่าเบื่อน่าดู
จิ้นข่ายยินที่อยู่ปลายสายถึงกับอึ้งไปเลย จากนั้นเธอก็พูดขึ้นมาเสียงแหลมว่า “แล้วเธอจะได้ส่วนแบ่งทรัพย์สินครึ่งหนึ่งของไอ้สารเลวฮั่วอวิ๋นโจวไหม? นี่อันอันของฉันจะกลายเป็นมหาเศรษฐีแล้วเหรอเนี่ย?”
“ไม่ได้หรอก……” เสิ่นเนี่ยนอันเงียบไปครู่หนึ่ง ตอนนั้นเธอลงนามในข้อตกลงไว้แล้วว่า หากหย่า เธอจะไม่ได้รับอะไรเลย
“ถ้างั้นเธอจะหย่าทำบ้าอะไรล่ะ เป็นคุณนายน้อยของครอบครัวที่ร่ำรวยดี ๆ ต่อเถอะ!”
เมื่อนึกถึงความหยาบคายของเขาและเรื่องบนเตียงที่น่าอัปยศอดสูเมื่อวานนี้
เสิ่นเนี่ยนอันตกอยู่ในความมึนงง เมื่อก่อนเธอเคยบริสุทธิ์ไร้เดียงสา คิดว่าการรักผู้ชายสักคนหนึ่ง เธอสามารถที่จะอดทนและยอมรับต่อความคับข้องใจทุกอย่างได้
ตอนนี้พอมาคิด ๆ ดูแล้ว เธอกลับมาพบว่าสมองของเธอต้องมีปัญหาอะไรแน่ ๆ
การที่เธออดทนต่อความคับข้องใจมันจะทำให้ผู้ชายมารักเธออย่างนั้นเหรอ?
ผู้ชายที่จะรักเธอ เขาจะทนเห็นเธอต้องอดทนต่อความคับข้องใจได้อย่างไรกัน
เสิ่นเนี่ยนอันหัวเราะเยาะเย้ยตัวเอง จากนั้นเธอก็พูดขึ้นว่า “สิ่งที่ฉันไหว้วานให้เธอทำครั้งที่แล้ว……”
จิ้นข่ายยินพูดว่า “ที่ฉันโทรมาก็เพราะจะบอกเธอเรื่องนี้เนี่ยแหละ ที่เธอให้ฉันช่วยดูงานให้ ทางฉันมีอยู่ตำแหน่งหนึ่ง! จะต้องสอนนักเรียนเล่นไวโอลิน อาจจะเล็กน้อยเกินไปสำหรับเธอ——”
“ได้” เสิ่นเนี่ยนอันยิ้มอย่างอ่อนโยนและพูดว่า “ไม่เล็กน้อยเกินไปสำหรับฉันหรอก ฉันเป็นแม่บ้านมาสามปีแล้ว แค่มีคนยอมจ้างงานฉันก็ดีมากแล้วล่ะ”
“ทำไมจะไม่เล็กเกินสำหรับเธอล่ะ? ตอนนั้นเธอเกือบจะได้เป็นผู้นำเล่นไวโอลินวงออร์เคสตราระดับนานาชาติอยู่แล้วนะ! ถ้าไม่ใช่เพราะต้องแต่งงาน......เฮ้อ!” จิ้นข่ายยินอดไม่ได้ที่จะด่าทอออกมา
หลังจากแต่งงาน เธอก็โดนสั่งห้ามไม่ให้ทำงานในที่สาธารณะ
พวกตระกูลร่ำรวยเหล่านี้ มักจะชอบกำหนดกฎเกณฑ์บ้า ๆ อะไรก็ไม่รู้
สังคมศักดินาสิ้นไปเป็นเวลากว่าร้อยปีแล้ว ยังเหลือเศษซากของระบบศักดินาอยู่อีกหรือไง
เมื่อสามปีที่แล้ว อาชีพนักไวโอลินของเสิ่นเนี่ยนอันกำลังรุ่งโรจน์อย่างมาก แต่เพราะกฏครอบครัวที่เข้มงวดของตระกูลฮั่ว จึงไม่อนุญาตให้เธอออกมาแสดงตัวข้างนอก
ในวันแรกที่เธอแต่งงานเข้าไป แม่ของฮั่วอวิ๋นโจวบอกเธอว่า “มีครอบครัวของเราคอยเลี้ยงดูเธออยู่แล้ว เธอไม่ต้องทำงานหรอก ต่อไปหน้าที่ของเธอก็คือการรีบมีลูกชายหรือลูกสาวสักคนกับอวิ๋นโจวซะ แค่เป็นภรรยาแบบฟูลไทม์ก็พอแล้ว”
หลังจากคุยโทรศัพท์กับจิ้นข่ายยินเสร็จ เสิ่นเนี่ยนอันก็ขึ้นไปชั้นบน
เธอหยิบไวโอลินที่มีฝุ่นเกาะมาเป็นเวลานานออกมาจากในห้องทำงาน
ไวโอลินตัวนี้ ตอนที่เธออายุสิบแปดปี พ่อตั้งใจสั่งทำให้เธอเป็นพิเศษเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการบรรลุนิติภาวะของเธอ
แต่น่าเสียดายมาก เพราะหลังจากที่เธอได้รับไวโอนลินตัวนี้มาได้ไม่นาน พ่อของเธอก็เป็นโรคหลอดเลือดสมองและกลายเป็นอัมพาต
พี่ชายคนโตจึงต้องคอยประคับประคองครอบครัวเอาไว้ เธอถึงได้สามารถเดินตามความฝันที่จะเป็นนักไวโอลินต่อไปได้โดยไม่ต้องกังวลใด ๆ
เสิ่นเนี่ยนอันย้อนคิดถึงเรื่องราวในอดีตเหล่านั้นและคอยดึงสายคอร์ดไปด้วย
เมื่อหลายปีก่อน เธอประสบอุบัติเหตุ ทำให้ข้อมือของเธอเสีย เธอจึงไม่เคยดึงมันอีกเลย
พอมาดึง ข้อมือของเธอก็เจ็บจี๊ดราวกับถูกเข็มแทง เสิ่นเนี่ยนอันพยายามทนเจ็บ แล้วก็อาศัยการจดจำของกล้ามเนื้อในการสีไปมาท่อนสั้น ๆ
สุดท้ายก็เผยรอยยิ้มอันขมขื่นออกมา มันช่างไม่ไพเราะเอาซะเลย
ที่ประตู จู่ ๆ เสียงแห่งความประหลาดใจและความสุขของป้าหวังก็ดังขึ้น
“คุณ คุณผู้ชาย ทำไมคุณถึงได้กลับมาล่ะคะ?”
ป้าหวังแอบมีดีใจแทนเสิ่นเนี่ยนอัน การที่คุณผู้ชายยอมกลับบ้าน นั่นก็หมายความว่าเขายังสนใจในตัวคุณนายอยู่
เพียงแค่คุณนายพูดอะไรดี ๆ ให้น่าฟังหน่อย ไม่แน่นะความสัมพันธ์ระหว่างหนุ่มสาวคู่นี้อาจจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ก็ได้
เสิ่นเนี่ยนอันเมื่อได้ยินเสียงของป้าหวังก็ถึงกับสะดุ้ง เพราะฮั่วอวิ๋นโจวไม่ค่อยจะปรากฏตัวที่หอเรือนในตอนกลางวันแบบนี้
ทันทีที่เธอวางไวโอลินลง ประตูก็ถูกผลักเปิดออก
ผู้ชายที่ตัวสูงชะลูดปรากฏตัวอยู่ที่ประตู สายตาของเขาดูมืดมน เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยและมองพิจารณาเสิ่นเนี่ยนอัน
ตอนที่ยังเป็นเด็กเธอเคยเรียนไวโอลินมาหลายปี เขาจำได้ว่าเสิ่นเนี่ยนอันเรียนกับอาจารย์ที่มีชื่อเสียง ซึ่งเขาชื่นชมในความสามารถของเธออย่างมาก
หลังจากนั้นมาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เธอถึงได้หยุดเรียนไป
เมื่อกี้นี้เขายืนฟังอยู่ข้างนอกมาสักพักแล้ว เธอก็สีได้ธรรมดามาก
ทำไมถึงได้ยกย่องความสามารถของเธอได้นะ?
เสิ่นเนี่ยนอันเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง จากนั้นก็ก้มหน้าลง แล้วก็ใส่ไวโอลินกลับเข้าไปในกล่อง
จากนั้นเธอถึงได้พูดขึ้นว่า “กลับมาตอนกลางวันแบบนี้ คุณมีธุระอะไรเหรอ?”
คุณอาจจะชอบ





